Powered By Blogger

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สนิมน้ำค้าง (Stained Glass) บทที่ ๕

ปุจฉา  มีสิ่งหนึ่งที่เราค้านต้านทานมันไม่ได้ สิ่งนั้นคืออันใด


๖ ตุลาคม ๒๕๔๑

เมื่อวานไม่ได้เขียนไดอารี่ ไม่รู้สิไม่มีเวลาเขียนเลย กูรีบตื่นมาตั้งแต่เช้า อายว่ะไม่อยากตื่นมาแล้วเจอหน้ามึง กูทำหน้าไม่ถูกไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี เรื่องเมื่อคืนมันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วเสียจนกูตั้งรับไม่ทัน เสียใจไหมที่ทำแบบนั้น จากใจจริงๆนะ ไม่เลยว่ะ กูดีใจเสียอีกที่เมื่อคืนได้ทำแบบนั้นกับมึง สำหรับมึงไม่รู้ว่าทำไปเพราะอยากรู้อยากลองเฉยๆหรือว่าเพราะอะไรอื่นอีก แต่สำหรับกูกูทำไปด้วยใจ ยังจำตอนที่กลับขึ้นมานอนได้ มึงยังกอดกูอยู่เหมือนเดิม กูคงไม่ได้เข้าข้างตัวเองไปใช่ไหม ว่าบางทีมึงอาจจะคิดเหมือนอย่างที่กูกำลังคิด พอแค่นี้ล่ะแม่เรียกแล้ว

เสียงกระดิ่งที่ห้อยอยู่คอวัวในคอกสั่นดังกุ๊งกิ้ง มันสั่นเพราะวัวเองสะบัดหน้าไล่การตอมของแมลงต่างๆ เพลาเช้าตรู่อากาศของวันนี้เย็นกว่าทุกวัน สัญญาณของหน้าหนาวก้าวย่างเข้ามาบอกแล้ว เสียงแม่บุญช่วยร้องเรียกน้ำให้ลงไปช่วยเอาน้ำให้อีกว้างวัวในคอกเพราะเห็นเดินกลับมาจากบ้านของแม่นิ่มนานแล้ว

"ทำไมวันนี้มาเร็ว ทุกทีเห็นแม่นิ่มต้องร้องปลุก"

แม่บุญช่วยเอ่ยถามเมื่อเห็นหน้าบุตรชาย

"เมื่อคืนนอนเร็วน่ะแม่ เออปลาดุกเมื่อคืนตัวเบ้อเร่อเลยนะแม่ คงเป็นแม่มันเบ็ดนี่เกือบหักแน่ะ น้ำขังแยกไว้เพราะกลัวปลาหมอมันจะแทงเอา"

เปลี่ยนเรื่องพูดเบี่ยงประเด็นไปให้มารดาไม่อยากรู้เรื่องเมื่อคืนมากนัก น้ำหยิบนั่นจับนี่ให้เป็นปกติมากที่สุด ตะวันเริ่มทอแสงสีเงินฉาบทั่วแผ่นฟ้าไล่ความมืดสลัวของตอนเช้ามืดไปแล้ว เสียงนกเสียงการ้องระงมอยู่ทั่วบริเวณ เสียงประจำวันของตอนเช้าตรู่ของแต่ละครัวเรือนใกล้เคียงดังขึ้นเป็นปกติอีกครา เหมือนกับเสียงของแม่นิ่มที่ร้องเรียกบุตรชายให้ตื่นจากหลับไหลจากภวังค์ราตรีที่ยาวนาน รู้ไหมแค่ได้ยินเสียงแม่นิ่มร้องเรียกชื่อของเพื่อนรักที่เพิ่งแกะมือออกจากอกมาไม่นาน หัวใจมันสั่นไหวเต้นแรงขึ้นมาทันที

"ไอ้บอท ตื่นได้แล้วจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน น้ำมันยังตื่นแล้วเลย อะไรกัน นอนก็นอนพร้อมกัน ไอ้บอท ไอ้บอด ตื่น"

"โอ๊ยแม่ บงบอดอะไรกันล่ะ ตาออกจะวิ้งๆขนาดนี้ โหตื่นแล้วๆ นอนมองเพดานอยู่"

เสียงลูกชายตอบรับลงมาจากบนเรือน น้ำเองแอบอมยิ้มที่ได้ยินเสียงบอทตอบออกมาแบบนั้น

"ไปเอาฟางมาให้อีน้อย"

"คร้าบคุณแม่นิ่ม ผมทำทุกวันล่ะคร้าบ ร้องเสียงดังแต่เช้านะแม่ ไม่อายแม่บุญช่วยบ้างเหรอ เดี๋ยวเขาก็หาว่ามีลูกชายขยันกว่าบ้านเขาอีกนะ"

"เออ ให้มันได้อย่างนี้ เขารู้กันหมดแล้วล่ะว่าลูกชายบ้านนี้มันขยัน ขยันเสียตัวเป็นขน"

"ฮ่าๆๆ ไม่เอาแล้ว ไปเอาฟางมาให้อีน้อยดีกว่า"

บอทคว้าจักรยานแล้วรีบปั่นออกจากบ้าน ผิวปากเหมือนเดิมทุกเช้า พอปั่นผ่านหน้าบ้านน้ำก็แวะก่อน น้ำเองรู้ตัวแล้วใจเต้นตึกตักหน้าระบายสีเลือดฝาดขึ้นมาทันที

"ไงครับที่รัก หนีกันมาเลยน้า ไม่ยอมปลุก ปล่อยให้ผัวนอนโดนแม่ด่าเลยน้า"

บอทพูดออกมาน้ำเองหัวใจแทบจะระเบิดออกมา เพิ่งรู้ว่าคนที่หัวใจเต้นผิดจังหวะมันคงไม่ต่างกันกับเขาตอนนี้ มันระริกระรัวเร็วจนหายใจตามไม่ทัน หน้าก็แดงฉานออกมาเหมือนเอาพู่กันแต้มชาดมาระบาย น้ำหันหน้ามาหาต้นเสียงแต่ไม่ได้สบตา

"ไม่มองหน้าสามีหน่อยเหรอจ๊ะ"

"บ้าแล้วบอท อย่าพูดไปเชียวเดี๋ยวแม่รู้"

ยอมมองหน้าสบตา แววตาหวานละมุนนั้นมันบาดใจเหลือเกิน ไรหนวดอ่อนๆเหนือริมฝีปากมันเป็นแผงปกคลุมอยู่บางๆ รอยยิ้มที่กระชากใจให้กระตุกไป เพิ่งจะสังเกตว่าเพื่อนรักมีรอยยิ้มมหาเสน่ห์ก็วันนี้เอง

"รู้ก็ดีสิ จะได้ให้แม่นิ่มมาสู่ขอเลย อิอิ รอกินข้าวด้วยนะ เดี๋ยวมากินด้วย"

บอทบ่ายหน้าจักรยานปั่นหนีไปทันที น้ำเองยืนนิ่งยิ้มออกมาหุบไม่ลง ดีใจ ปลื้มใจเหลือเกิน แววตาที่เพื่อนรักมอง ดวงตาที่ฉายประกายแบบนั้นออกมา เขาไม่ได้รังเกียจหรือรู้สึกอะไรอย่างที่คิดไปเลย เรื่องเมื่อคืนก่อนเกิดเหตุกับตอนนี้ เขาเคยมองยังไงเขาก็ฉายแววตาออกมาอยู่อย่างนั้น ใจละลาย มีความสุขเหลือเกิน ทำไมวันนี้ท้องฟ้ามันช่างโปร่งใสสะบายตาจังนะ สีครามของท้องฟ้าที่แหงนมอง ทำไมมันช่างครามสดใสสวยงามเสียเหลือเกิน รอบกายมีแต่กลิ่นอายของความสดชื่นตลบอบอวลไปหมด นี่น่ะหรือเขาเรียกว่าความสุข ได้สัมผัสกับมันแล้วจากที่เคยอยู่แต่ในใจที่อึมครึมอับทึบมานาน วันนี้ฟ้าแห่งใจเปิดออกแล้ว ไม่รู้ว่าเพื่อนรักจะคิดไปไกลหรือใกล้แค่ไหน แต่พอใจแล้ว ไม่อยากรับรู้ว่าภายในใจของเขาจะคิดอย่างไร แค่นี้ก็พอเพียงแล้วที่จะหล่อเลี้ยงใจให้อยู่ต่อไปได้

"เป็นไรวะไอ้น้ำ ยิ้มทั้งวันเลย นี่มึงไปกินอะไรผิดมาป่ะเนี่ย"

เสียงเล็กปลุกให้ตื่นจากภวังค์ น้ำไม่แสดงอาการอะไรออกมามากนัก

"อ้าว กูจะมีความสุขบ้างไม่ได้หรือไงวะเล็ก กูนอนเยอะกูก็ตื่นมาสดชื่นเป็นเรื่องปกติดิวะ"

"เหรอ แต่หน้าตามึงเนี่ยเหมือนคนมีความรักเลยว่ะ ไม่เหมือนคนนอนเยอะเลยสักหน่อย ถ้าหน้าตาเหมือนคนนอนเยอะ โน่นหน้าเหมือนอีเดือนโน่น อีนั่นน่ะนอนเยอะของจริง นอนตั้งแต่สองทุ่ม"

เล็กเองก็ไม่ยอมแพ้พยายามสังเกตหน้าตาของเพื่อนสนิท

"แล้วไอ้บอทมันไปไหนวะ เลิกแถวเสร็จหายไปเลยนะมึง"

"อ้อ บอทไปบ้านจารย์แววน่ะ ไปช่วยขนชีท"

"กูว่ามึงต้องมีอะไรแปลกๆแน่ๆ ทำไมพูดถึงชื่อมันมึงต้องยิ้มด้วยวะไอ้น้ำ มึงรักมันเหรอ"

"เฮ้ย บ้ามึง พูดอะไรเนี่ย"

ทั้งที่พยายามจะไม่แสดงออก พยายามกดบีบความรู้สึกเอาไว้ในใจ แต่ทำไมความรู้สึกดีรู้สึกปลาบปลื้มปีติมันจึงล้นออกมา

"มึงไม่ต้องมาหลอกกูหรอกไอ้น้ำ กูรู้จักมึงดี จริงไหมล่ะ"

เล็กโพล่งออกมาตรงใจแทงเข้ากลางใจ น้ำสะอึกพูดไม่ออก พยายามเบนไปเรื่องอื่นแต่เล็กไม่ยอมหลงประเด็น

"ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้น กูไม่ได้รักมัน มึงเป้นบ้าเหรอเล็ก"

"กูไม่เชื่อ กูดูออกว่ามึงกำลังมีความรัก และจะเป็นคนอื่นไปไม่ได้ เพราะวันๆกูเห็นมึงตัวติดกันกับไอ้บอทไม่มีคนอื่น อย่ามาหลอกกู"

"แล้วยังไง ถ้ากูจะรักมัน แล้วยังไง"

ทนไม่ไหว ไม่รู้จะหนีไปทางไหนดี สรรหาคำพูดหลอกล่อล้านแปดแต่เพื่อนคนนี้ก็ไม่ยอมเชื่อพยายามจะเค้นเอาคำตอบให้ได้ ไม่อยากให้ใครรู้แต่ในเมื่อมันปิดไม่ได้จะให้ทำยังไง

"กูว่าแล้ว กูดูไม่ผิดไปจริงๆ มึงมานี่ไอ้น้ำ"

เล็กลากแขนน้ำเดินขึ้นอาคาร ๒ เดินตรงเข้าไปในห้องสมุดเพราะตอนเช้าๆไม่มีนักเรียนคนไหนจะขยันจัดจนเข้าห้องสมุดแต่เช้าเพื่อค้นคว้าหาตำราอ่าน มีแต่เด็กนักเรียน ม. ต้นบางคนที่มาคอยอ่านนิยายจากหนังสือพิมพ์ที่อาจารย์เวรประจำห้องสมุดจะเอามาใส่ไว้ให้อ่าน แต่นอกนั้นก็ไม่มีใคร

"ไหนมึงเล่าให้กูฟังซิ ว่าเกิดอะไรขึ้น"

เล็กยังเค้นเอาคำตอบอยู่ ทำสีหน้าแววตาทำเหมือนนักสืบขึ้นมา

"อะไรของมึงอีเล็ก กูไม่รู้จะบอกอะไร มันเป็นแค่ความรู้สึก"

"มึงรักมันใช่ไหมล่ะ"

น้ำเม้มปาก ไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้เขาเรียกว่าความรักหรืออะไร

"กูไม่รู้"

"กูสังเกตมึงกับมันมานานแล้ว มึงสองคนมันมีอะไรมากกว่าเพื่อนสนิท กูไม่แน่ใจหรอกจนวันนี้ มึงดูมีความสุขมากมึงรู้ตัวไหม"

"กูผิดปกติใช่ไหมเล็ก มึงอย่าไปบอกใครนะ ถือว่าเห็นแก่กู"

"กูรักมึงเหมือนกันนะน้ำ ถึงกูจะเป็นทอมกูก็รักเพื่อนเหมือนกันนะ ห้องเราไม่มีใครสังเกตหรอก พวกนี้มันโง่จะตาย วันๆคุยแต่เรื่องผัวๆเมียๆ มึงเองก็อย่าไปแสดงอาการออกให้มันมาก"

"ขอบใจว่ะเล็ก กูไม่รู้จริงๆว่าความรู้สึกแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร แต่เวลาที่กูอยู่กับมัน กูรู้สึกดีมาก มีความสุข กูไม่ได้ขออะไรมากนะ แค่อยู่อย่างนี้ไปจนจบ"

"แล้วมันล่ะน้ำ มันรู้สึกแบบมึงไหมล่ะ"

สะอึก พูดไม่ออก นั่นล่ะที่กลัวอยู่ นั่นล่ะที่ทำให้เครียดอยู่ ได้แต่เม้มปากแน่นเข้าหากันหน้าชาความรู้สึกในตอนนี้เหมือนตนเองเป็นผู้ร้ายที่กำลังโดนเจ้าหน้าสอบสวน ไม่ได้กล่าวโทษเพื่อนที่ซักไซร้รุกไล่อยู่ในตอนนี้ แต่ปากที่เอ่ยออกไปมันไม่ใช่ในสิ่งที่ใจอยากจะตอบ

"ไม่รู้สิเล็ก กูไม่รู้มึงอย่าซักกูมากได้ไหม กูไม่รู้จะตอบมึงยังไงดี"

"น้ำ มึงเป็นเพื่อนที่กูรักนะ มีอะไรมึงจะปิดกูได้เหรอ ทีกูยังเล่าทุกอย่างให้มึงฟัง ถ้าเห็นกูยังเป็นเพื่อนมึงอยู่ อย่าปิดกูได้ไหม กูไม่ได้ว่าหรืออะไรกับความรู้สึกของมึงที่มีต่อไอ้บอทมัน แต่กูแค่อยากรู้ว่ามึงคิดอะไรอยู่ เผื่อว่ากูจะทำอะไรให้มึงได้บ้าง"

เล็กเอ่ยออกมาเสียงเย็นขรึม สายตาจ้องมองเพื่อนที่นั่งหน้านิ่งสายตาดูวกวนสับสนอยู่ในตอนนี้

"มึงจะทำอะไรล่ะเล็ก มึงจะทำอะไรให้กู เพราะตัวกูเองยังไม่รู้เลยว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร กูรู้ว่ามึงเป็นเพื่อนรักกู แต่กูก็ไม่ได้ปิดมึง จริงที่กูรู้สึกประหลาดกับบอทมัน แต่กูอธิบายให้มึงฟังไม่ได้ว่ามันคืออะไร มันจะเป็นความรัก หรืออะไรก็ช่าง แต่มึงรู้ไว้กูไม่ได้จะปิดมึงหรือไม่อยากให้มึงรู้"

ความเงียบเข้ามาบดบังเล็กเองเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าไล่ต้อนเพื่อนมากเกินไป เม้มปากเข้าหากันเอื้อมมือไปตบบ่าเพื่อนเบาๆ

"เอาเถอะน้ำ กูขอโทษ กูก็เป็นอย่างนี้ล่ะ มึงอย่าถือสากูเลย กูแค่เป็นห่วง แต่น้ำมึงฟังกูนะ ถ้ามึงรักมัน ก็รักมันอย่าได้อาย หรือเกรงใจใคร มึงไม่ได้ผิดปกติหรือวิปริตผิดเพศ ใครจะว่ายังไงก็ช่าง กูอยู่ข้างมึงเสมอเพื่อน"

น้ำมองหน้าเพื่อนสาวห้าวด้วยสายตาที่ชื่นชม ดีใจที่มีเพื่อนแบบนี้ ไม่คิดว่าเพื่อนต่างหมู่บ้านที่ตอนเรียน ม. ต้นแม้จะอยู่คนละห้องแต่พอมาเรียน ม. ปลายจะสนิทกันได้มากขนาดนี้

"ขอบใจว่ะเล็ก มึงอย่าเพิ่งไปอะไรกับบอทมันล่ะ กูกลัว"

"กลัวว่ามันจะไม่เหมือนเดิมน่ะเหรอ"

"อืม"

"เอาน่า กูดูมันออก มันรักมึงมากนะ แม้จะดูไม่ออกว่ามันเป็นรักแบบไหน เอาเถอะ ไปเรียนเถอะ"

สายลมของเหมันต์แรกพัดมาปะทะหน้า กลิ่นอายของฤดูที่ชื่นชอบกลิ่นของแมกไม้รายรอบพัดมาตามลมนั้น ชื่นใจ หวามในใจ วันนี้แม้จะลำบากใจในบางเรื่องแต่ก็นับว่าเป็นวันที่สุขใจมากวันหนึ่ง พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน พรุ่งนี้หรือวินาทีถัดไปจะเดินจะเป็นไปในทิศทางไหนก็เรื่องของมัน รู้แต่เพียงว่าตอนนี้มีความสุข ถ้าอย่างนั้นก็ขอเสพความสุขนี้ให้ได้นานๆก็พอ

"น้ำข้อนี้เราทำไม่ได้อ่ะ สอนวิธีทำหน่อยสิ"

บอทยื่นหน้ามาใกล้แม้ไม่ใกล้มากแต่กลิ่นลมหายใจนั้นมันแจ่มชัดนัก น้ำเอียงคอไปหาแล้วมองในสมุดจดของบอท

"ทำแบบนี้ เอ็กซ์คูณด้วยวาย แล้วเอาไปหารตัวแปร"

น้ำเองก็ยินดีปรีดาที่จะแสดงวิธีทำให้เพื่อนรักดู บอทเองเอามือวางที่บ่าของน้ำเช่นเคยเหมือนทุกครั้ง ไม่มีใครสงสัย ไม่มีใครแคลงใจ แต่เจ้าของร่างกลับสั่นไหววาบหวามเข้าไปถึงใจ รู้ไหมแค่ได้นั่งใกล้ปล่อยให้ความเงียบมันเข้ามาแทรกผ่านก็ยังมีความสุขเพราะความเงียบนั้นมันทำให้ได้ยินเสียงเขาหายใจ เพราะความเงียบนั้นมันทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ในอกของคนที่นั่งข้างๆ แค่ได้ยินการเคลื่อนไหวของร่างกายก็เป็นสุขแล้ว

"เป็นไรน้ำเหม่อเชียว คิดถึงเรื่องเมื่อคืนเหรอ ไม่ต้องคิดหรอก เดี๋ยวคืนนี้เราจะยืมหนังสือโป๊ไอ้ไก่กลับไปดู เราไปทำเหมือนในหนังสือกันนะ"

น้ำหน้าแดงอายขึ้นมาแต่คนพูดไม่ได้มีอาการอะไรออกมาเลย

"บ้าเหรอบอท"

"ทำไมล่ะ น้ำเป็นเมียเราแล้วนะ จะปฏิเสธผัวเหรอจ๊ะเมียจ๋า"

"ใครบอกเป็นเมีย ยังไม่ได้อะไรกันสักหน่อย"

ตอบออกไปทั้งที่ยังอาย น้ำเองเป็นคนไม่ยอมใครง่ายๆ ที่เขาเรียกว่าปากดี ในใจกับสิ่งที่พูดออกไปมันไม่ตรงกันเลยแม้แต่น้อย ในใจเหมือนกลองที่โดนประโคมตีให้ดังสนั่นหวั่นไหว แต่คำพูดที่เผล่งออกมาท้าทายไม่ยอมกัน

"ก็คืนนี้ไงจ๊ะน้ำจ๋า อิอิ เราไปคุยกับไอ้ไก่ก่อนนะ น้ำเดินไปรอหน้าโรงเรียนนะ"

ต้นอโศกที่รายเรียงอยู่ตั้งแต่ประตูทางเข้าโรงเรียน ลู่ตามลมไปในทิศทางเดียวกันต้นสูงยาวทอดเงาไปตามพื้นถนนซีเมนต์ ทางเข้าโรงเรียนมีถนนเข้าโรงเรียนเป็นเลนเล็กๆสองเลน ตรงกลางก่ออิฐขึ้นเป็นกระถางปลูกดอกเฟื่องฟ้าเป็นแถวยาวไปจนถึงหน้าเสาธง มองจากหน้าโรงเรียนเข้าไปงามวิจิตร เด็กนักเรียนกำลังทยอยเดินออกจากโรงเรียนในตอนเย็น น้ำเองแม้อยากจะอ้าปากด่าบอทไปที่พูดออกมาแบบนั้นแต่ก็ได้แต่ยิ้มพึงพอใจเดินออกจากโรงเรียน ทั้งวันบอทยังเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่เคยทำเคยพูดก็ยังทำเหมือนเดิม ไม่มีอะไรแปลกเปลี่ยนไป เขาคงไม่รู้ว่ายิ่งเขาเหมือนเดิมเท่าใด น้ำเองยิ่งถลาจมดิ่งลงไปมากเท่านั้น แต่กระนั้นก็สุขใจ อิ่มในอกล้นออกจากทรวง ในชีวิตไม่เคยอ้อนวอนร้องขอสิ่งใดจากสิ่งศัดิ์สิทธิ์ในสากลโลกนี้ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงก็ขอให้ความสัมพันธ์ของสองเรามันเป็นไปอย่างนี้ตราบนานเท่านานด้วยเถิด

"น้ำเป็นไรอ่ะ เหมือนมีอะไรในใจป่ะเนี่ย แอบคิดอะไรกับเราป่าว"

บอทเอ่ยขึ้นตอนเดินกลับบ้านกันสองคนตามปกติ เพื่อนรักที่เดินเคียงข้างหน้าแดงเป็นลูกตำลึงไม่ยอมหาย ก้มหน้าไม่ยอมสบตา

"ปะ เปล่านี่บอท เหมือนน้ำจะเป็นหวัด"

ตอบอ้อมแอ้มไปไม่ยอมสบตา

"ไหนเราดูหน่อย ตัวร้อนป่าว"

บอทเองก็รู้ดีว่าน้ำอายเอามือเชยคางให้หันมามองน้ำเองแม้จะอายแต่เพื่อนรักทำถึงขนาดนี้จะมัวมาเอียงอายอยู่ก็กลัวว่าความในใจมันจะเผยออกมา น้ำยอมสบตาของบอท พลันแววตาก็นิ่งค้างอยู่สายตาที่มองประสานกันมันจ้องลึกลงไป แววตาที่ฉายแววออกมามันมีอะไรซ่อนแอบอยู่อย่างยากจะอธิบาย

"ก็ไม่เห็นตัวร้อนนี่ ทำไมหน้าแดงอ่ะ"

"บอท น้ำถามจริงๆนะ เรื่องเมื่อคืนน่ะ"

"หือ ทำไมครับที่รัก"

บอทเองก็ยังล้อเลียนอยู่ทำหน้าทะเล้นใส่ แต่น้ำเองเหมือนพยายามเก็บกดอารมณ์

"ไม่ตลกนะบอท น้ำไม่เล่นด้วยแล้วนะ"

น้ำเสียงเหมือนประชดเดินหนีไปก่อนแล้ว บอทเองยิ้มออกมารีบเดินตามคว้าข้อมือของน้ำเอาไว้

"น้ำ แล้วใครบอกว่าเราทำเล่นๆล่ะ"

"บอท"

หัวใจร่วงลงดิน เคยได้ยินแต่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับรู้สัมผัสว่ามันอย่างไร อาการมันเหมือนกระโดดลงจากหอสูงร่างกายลอยแน่นิ่งอยู่ในอากาศหัวใจหวิวหลุดลอยไปเหมือนลอยอยู่บนปุยเมฆ น้ำเม้มปากแน่น

"ฮ่าๆ ดูทำหน้าเข้า คิดมากน่า ปะรีบกลับเราจะได้ดูหนังสือโป๊กัน ดูซิว่าเขาทำกันยังไง"

แล้วเคยไหมที่ใจหล่นลงพื้นกระแทกหิน อาการมันเหมือนโดดลงจากที่สูงแล้วร่างกระตุกไหวด้วยแรงกระแทกนั้น ไม่เจ็บหรอกแต่มันชา ชาแปลบเข้าไปถึงหัวใจ

"บอทดูไปคนเดียวเถอะ น้ำจะช่วยน้องตักน้ำ"

ตวัดเสียงขึ้นแต่พยายามไม่ให้มันมากไป อาการที่ใจมันสื่อออกมาร่างกายมันควบคุมลำบาก สีหน้า ท่าทางมันช่างพ้องสอดคล้องไปกับนายใหญ่ของร่างคือหัวใจ

"น้ำ เป็นไรอ่ะ โกรธเราเหรอ"

"ไม่นี่บอท น้ำจะไปโกรธบอทเรื่องอะไร"

"น้ำ เรื่องเมื่อคืนน่ะ เราเต็มใจทำนะ"

น้ำนิ่งหยุดก้าวเดิน นิ่งอยากฟัง นิ่งเพราะคำพูดกระแทกหูกระชากใจ

"อืม แล้วไง"

"ก็อยากให้น้ำรู้ว่าน้ำรู้สึกยังไง เราเองก็รู้สึกอย่างนั้นนะ"

"บอท แล้วบอทรู้เหรอว่าน้ำรู้สึกยังไง"

ตาเบิกกว้างอารมณ์ที่เก็บกดมันเอาไว้นานฉายออกมาทางแววตา

"รู้ดิ ทำไมเราจะไม่รู้ รู้ว่าน้ำคิดยังไงกับเรา"

"คิดอะไรบอท พูดให้ดีๆนะ น้ำคิดอะไร"

ไม่มีคำตอบแต่เป็นรอยยิ้มที่ฉายออกมาทางมุมปาก

"ตอบมาสิบอท ว่าน้ำคิดอะไร อะไรที่บอทคิดว่าน้ำรู้สึกยังไง"

เหมือนมีหอกแทงปักอยู่ที่หลังแสบแปลบร้อนรนอยู่ อยากจะรู้ อยากจะกระจ่างใจ

"แน่ใจเหรอน้ำว่าอยากรู้ว่าเรารู้อะไร"

พอเขาย้อนกลับมาน้ำเองที่เป็นฝ่ายสะอึกพูดไม่ออก

"เอาเถอะบอท รีบกลับเถอะ"

เดินนำหน้าไปอีกครั้ง แต่คราวนี้บอทไม่ตามไปดึงข้อมือไว้ ปล่อยให้น้ำเดินห่างออกไปเจ้าตัวยังนิ่งอยู่ที่เดิม เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่

"น้ำ เรารักน้ำนะ"

แล้วเคยไหมที่หัวใจร่วงลงพื้นเป็นครั้งที่สามติดกัน อาการมันร้ายแรงกว่าสองครั้งที่แล้ว เหมือนล้มทั้งยืน โสตประสาทดับวูบ เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่มันลอยละลิ่วแว่วดังอยู่ไกลๆ แผ่วเบาเหมือนลอยมากับลม เหมือนดังปุยนุ่นต้องลมลอยไปไม่มีทิศทาง หัวใจเอยก็กำลังเป็นเช่นนั้นอยู่ น้ำแน่นิ่งอยู่กับที่ไม่ไหวติง เม้มปากแน่นจนกรามสั่นไหว

"บอท"

ครางเรียกชื่อออกมาแผ่วเบาเช่นกัน ดีใจหรือ ไม่รู้สิมันมากกว่านั้น มันมากกว่าดีใจแต่ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี อะไรหนอที่ทำให้ใจมันพองคับเต็มอก ดันลมในร่างให้ไล่ขึ้นมาอยู่ที่ลำคอจุกแน่นอยู่ในดวงตา พลันน้ำใสๆก็เอ่อนองออกมา

"อย่าบอกใครนะว่าเราคิดยังไงกับน้ำ ความลับนะน้ำ"

เสียงดังที่ตอนนี้มันกระซิบอยู่ข้างหูทำให้น้ำเม้มปากแน่นหันไปมองหน้าเจ้าของเสียง พร่ามัวไม่แจ่มชัดเพราะม่านน้ำตามาเอ่อนองออกมาบังตา

"ขี้แยอีกแล้วเด็กชายชลเนตร ฮ่าๆๆ อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย ใครรังแกมาเหรอคร้าบ ไหนบอก นายอภิพงศ์ซิ"

จะไม่ให้รักเพื่อนคนนี้ได้ยังไง จะไม่ให้ใจมันคิดเกินเลยได้อย่างไร สิ่งที่เขาพยายามทำหรือแสดงออกมาอยู่ทุกเวลาทุกนาที มันสะสมกลายเป็นความทรงจำที่มีค่าตราตรึงอยู่ในใจไปหมดแล้ว คำพูดทุกคำ น้ำเสียงทุ้ม รอยยิ้มที่แสนจะเปี่ยมเสน่ห์นี้ จะไม่ให้รักได้อย่างไร รักไปแล้ว หมดใจแล้ว น้ำสะอึกน้ำตาตัวเองสุดจะกลั้น เอามือทุบไปที่บ่าของเพื่อนรัก

"อ้าว ไหงมาตีนายอภิพงศ์แบบนี้ล่ะเด็กชายชลเนตร เดี๋ยวเย็นนี้โดนทำโทษน้า"

เสียงหัวเราะของบอททำให้น้ำหยุดร้องไห้ได้ ที่น้ำตาไหลไม่ได้เสียใจหรือปวดใจแต่อย่างใด มันสุข รู้สึกสุขจนล้น มันล้นออกมาทางตา ไม่อยากจะรู้ว่าสิ่งที่เขาเอ่ยออกมามันจะจริงหรือแค่อยากจะปลอบใจ ไม่อยากรับรู้ว่าในใจของเพื่อนรักคิดอะไรอยู่ อยากรู้แค่นี้ แค่ได้ยินแค่นี้ ขอหล่อเลี้ยงหัวใจด้วยคำพูดเหล่านี้ ไหนๆก็รักเพื่อนไปแล้ว เข้าใจความรู้สึกของตัวเองแล้วว่ามันคืออะไร สิ่งที่เรียกมันมาตลอดว่าความรู้สึกที่ประหลาด ตอนนี้รับรู้แล้วว่ามันคือ ความรัก รักจากใจ รักหมดทั้งหัวใจ

ถ้าเราอยู่ในที่สวยงามสักที่หนึ่ง แวดล้อมไปด้วยแมกไม้เขียวขจีดอกไม้นานาพรรณอวดสีสันส่งกลิ่นหอมกระจายฟุ้งไปทั่ว ขอบฟ้าสีครามตัดกับปุยเมฆสีขาวแลดูนุ่มสบายลอยอยู่เป็นกลุ่มๆ รุ้งงามทอแสงหลากสีอยู่ปลายฟ้าทางด้านโน้น เสียงน้ำไหลเอื่อยๆอยู่ข้างๆกาย ลองหลับตาลงเราจะรู้ไหมว่าเราอยู่ในที่แห่งใด อันความสุขเสพได้ด้วยตาก็จริงแต่หากใจเราไม่รับรสรับรู้สัมผัสถึงมัน เราจะยินดีกับสิ่งที่เสพทางตาหรือ คิดว่าความสุขทุกทางผ่านมาที่ใจแล้ว ใจเราก็คัดกรองแยกแยะเอาว่าสิ่งที่กระทบโสตประสาททั้งหลายมันเป็นสุขหรือทุกข์ ถ้าหากสิ่งที่ได้ยินตอนนี้จะแยกให้มันเป็นทุกข์ ก็ทุกข์ จัดให้มันเป็นสุขเราก็สุข แต่อยู่กับสุขก็ดีกว่าทุกข์ เพราะฉะนั้นเราไม่พยายามแยกทุกอย่างให้มันเอนเอียงมาทางด้านสุขเสียมากกว่าทุกข์ล่ะ เราจะได้มีแต่สุขแม้ว่าเรื่องนั้นมันจะระคนไปด้วยทุกข์มากมายสักเพียงไหนก็ตาม


รอนรอนจะลับฟ้าอยู่ปลายทุ่ง      รุ่งรุ่งตะวันฉายในใจฉัน
เย็นเย็นสุริยะฉายต้นเหมันต์         ย่ำย่ำเห็นแสงจันฉายอยู่กลางใจ
อันลมปากแผ่วเบากระซิบหู        เสียงชายชู้ตรึงหวานรู้หรือไม่
อันคิมหันต์อบร้อนแรงเพียงใด    วสันต์ไซร้หลั่งเทมาก็ไม่ปาน
ละลิ่วลับลอยไปในอากาศ         ดังมวลธาตุแตกดับยากผสาน
ใจดวงน้อยปลิวลอยในวิมาน    แสนสำราญเริงใจได้ยินคำ


วิสัชนา สิ่งนั้นคือกาลเวลานั่นมิใช่หรือ

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สนิมน้ำค้าง (Stained Glass) บทที่ ๔

ปุจฉา อันหนามทิ่มตำเราเอาเข็มบ่งหนามนั้นออกแล้วความรักทิ่มแทงใจเราเอาอะไรบ่งออกฤๅ


พอถึงวันเข้าพรรษาเสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังก้องอยู่ทั่วสารทิศ เสียงดังคล้ายระเบิดย่อมๆนี่เอง ทางวัดบ้านใหญ่ที่ปีนี้ร่วมใจกันทำเขาวงกตขึ้นมา ชาวบ้านก็พากันไปรออยู่บนศาลาการเปรียญตั้งแต่เย็นแล้ว พระสงฆ์ก็ทำวัตรเย็นไปตามกิจวัตร ส่วนชาวบ้านก็เตรียมดอกไม้ธูปเทียนขึ้นไปรอฟังเทศน์อยู่บนศาลา สมัยก่อนคนแก่จะพาลูกหลานไปนั่งฟังพระเทศน์ด้วย เด็กก็ไปทั้งที่ฟังไม่รู้เรื่อง บางคนก็นอนอยู่ข้างๆตายาย เหมือนไปนอนให้พระท่านเทศน์กล่อมให้หลับ แต่เพิ่งมารู้ตอนโตว่าการที่ได้ไปนอนฟังเทศน์แบบนั้นเหมือนมันจะซึมซับเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจได้ไม่น้อยทีเดียว

“เอาดอกนั้นด้วยสิบอท มันไม่บานมาก”

พอตอนเลิกเรียนก็นั่งซ้อนท้ายรถเครื่องของเล็กไปยังหนองน้ำท้ายหมู่บ้านของเล็ก หมู่บ้านของเล็กห่างออกไปจากหมู่บ้านของน้ำประมาณ ๘ กิโลเมตร ที่บ้านของเล็กรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อนำไปขายในตัวเมืองฐานะทางบ้านจึงดูเหมือนจะดีกว่าใครในห้อง เล็กพาทั้งสองคนลงเรือพายที่จอดเทียบท่าอยู่มีโซ่ล่ามเอาไว้ เล็กเองบอกว่าเป็นของที่บ้านเพราะมีกุญแจไขเอาเรือพายเบนหน้าออกสู่หนองน้ำ หนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่มีบัวหลวงขึ้นแซมอยู่กับผักตบชวาแถบริมฝั่ง ดอกบัวชูคอสล้างมีทั้งตูมทั้งบานทั้งเป็นฝักและที่เพิ่งพ้นจากน้ำ บอทเองเอาไม้ไผ่อันเล็กๆมีเงี่ยงตรงปลายคอยเกี่ยวเอาดอกบัวตามที่น้ำบอก

“ไม่มีใครมาเอาเหรอวะเล็ก ทำไมเลือเยอะจัง”

น้ำถามขึ้นเพลินเพลินกับการแกะเม็ดบัวจากฝักกิน

“มีดิ แต่ตรงนี้มันอยู่ไกลไป ไปดูฝั่งโน้นดิใบก็ไม่เหลือ มึงจะเอาไปเยอะไหมล่ะจะได้พาไปอีกที่”

“ไม่หรอก เอาแต่พอไหว้พระที่บ้านกับที่วัด”

“เออดี เพราะเอาไปเยอะมันกลับลำบาก”

เล็กบอกเพราะต้องขับรถเครื่องไปส่งทั้งสองคนอีก พอได้ดอกบัวตามที่ต้องการเล็กก็ขับรถไปส่งถึงที่บ้าน น้ำชวนให้เล็กอยู่ไหว้พระที่วัดด้วยแต่เล็กกลัวว่ามันจะค่ำเสียก่อนจึงไม่ได้อยู่ด้วย

“อีเล็กนี่มันห้าวจริงๆเลยนะ ดูมันแต่งตัว ยังกะผู้ชาย”

บอทพูดขึ้นหลังจากที่เล็กกลับไปแล้ว

“ก็ดีนี่ เป็นเพื่อนเราจะได้ไม่หญิงมากไงบอท”

“ฮ่าๆ กลัวว่ามันจะไม่มีผัวอ่ะดิ”

“อ้าว ทำไมล่ะ ทำไมมันต้องมีผัว”

“ไม่รู้ดิ ก็เป็นผู้หญิงต้องมีผัว อย่างเราเป็นผู้ชาย สักวันก็ต้องมีเมีย”

น้ำพยักหน้าคิดตามไปด้วย จริงสินะเราเป็นผู้ชาย สักวันก็ต้องมีครอบครัว มีภาระหน้าที่ที่มากกว่าแค่การเรียน มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอีกมามายรออยู่เบื้องหน้า ยิ่งคิดยิ่งมองไม่เห็นวันพรุ่ง น้ำสบัดความคิดออกจากหัว เอาเถอะยังไงๆมันต้องดีกว่านี้สิ น้ำปลอบใจตัวเอง

“คิดอะไรอยู่เหรอน้ำ นิ่งเชียว”

บอทถามขึ้นเพราะเห็นว่าเพื่อนรักนิ่งไปนาน แววตาครุ่นคิดอยู่เหมือนมีอะไรในใจ

“อ้อ เปล่าหรอกบอท น้ำคิดเรื่อยเปื่อย บอท น้ำว่าบางทีน้ำอาจจะไม่แต่งงาน”

“อ้าว ทำไมล่ะน้ำ”

“ไม่รู้สิ เรายังเด็กอยู่นี่จะไปคิดทำไมเรื่องมีเมีย”

“ฮ่าๆๆ ถ้าน้ำไม่อยากมีเมีย มาเป็นเมียเราไหมล่ะ”

หันขวับทันที ไม่รู้ว่ารู้สึกอะไรอยู่ หรือคิดอะไรอยู่กันแน่ เพื่อนคนนี้พยายามปรับบีบใจให้มันไปตามลู่ตามทางของมัน แต่ดูคำพูดที่หลุดออกจากปากแต่ละคำสิยอกใจไปได้ไม่น้อยทีเดียว

“อย่าพูดเล่นนะบอท น้ำเอาจริงขึ้นมาซวยนะจะบอก”

พูดออกไปอย่างนั้นทั้งที่ใจกำลังเต้นระส่ำระสายอยู่ จังหวะของหัวใจที่เต้นแรงเร็วบีบอัดกันให้เลือดวิ่งพล่านไปทั้งกาย แก้มระบายสีออกมาอย่างชัดเจน

“ฮ่าๆๆ เอาดิ งั้นคืนนี้เป็นเมียเราเลยไหม”

บอทเองก็เล่นไม่เลิก น้ำเริ่มจะคุมตัวเองไม่อยู่ ถ้าอ้าปากพูดออกไปเสียงคงสั่นแววตาคงทำให้มันนิ่งไม่ได้ ได้แต่ถอนหายใจออกมา

“คิดมากน่าน้ำเราล้อเล่น แหมหน้าแดงเชียวนะ เราไปเอาฟางมาให้อีน้อยดีกว่า เอออย่าลืมเตรียมดอกบัวไว้ให้ผัวนะจ๊ะเมียจ๋า”

“บอท”

ตาขวางกัดฟันพูดเจ้าตัววิ่งหนีไปแล้ว น้ำเองพอบอทลับหลังไปก็แอบฉายยิ้มออกมา รู้สึกดีกับคำพูดเมื่อครู่อย่างประหลาด เหมือนดอกไม้บานกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ มันร้อนแผดเผาอย่างนั้นแต่ดอกไม้มันก็บานขึ้นได้ เพราะอะไรน้ำเองไม่รู้คำตอบ ไม่อยากเสาะแสวงหาว่าทำไม ทำไมหัวใจของตนถึงรู้สึกยินดีปรีดามากมายเช่นนี้

เสียงประทัดสลับกับเสียงกรีดร้องดังแว่วออกมาจากภายในวัดบ้านใหญ่ยิ่งเข้าใกล้วัดมากเท่าไหร่เสียงนั้นดูเหมือนจะแจ่มชัดมากขึ้น น้ำนั่งซ้อนจักรยานที่บอทเป็นคนปั่นตรงไปยังวัด ในมือกำดอกบัวที่มัดด้วยตอกไม้ไผ่มีถุงธูปเทียนห้อยอยู่ด้วย หมู่บ้านของน้ำไม่ได้ทำเขาวงกตเช่นที่บ้านใหญ่ชาวบ้านจึงแห่มาที่บ้านใหญ่เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนที่ขี้เกียจจะไปไกลจากหมู่บ้านก็ไปไหว้พระที่วัดแทนเช่นเดียวกับแม่ บุญช่วยและแม่นิ่มที่แค่เดินไปไม่กี่สิบเมตรก็ถึงวัดประจำหมู่บ้านแล้ว

“โห ท่าทางคนจะเยอะนะน้ำ”

บอทเอ่ยขึ้นเสียงดังเอี้ยวคอมา

“รีบไหว้แล้วเรีบออกมาเถอะ น้ำไม่อยากอยู่นาน หนวกหู”

“ฮ่าๆ หนวกหูหรือว่ากลัวน้ำ เอาให้แน่”

“ทั้งสองนั่นล่ะ ไหนบอกจะไปดูเบ็ดอีกรอบไง ไม่อยากกลับดึกการบ้านฟิสิกส์ก็ยังไม่ได้ทำนะบอท”

“คร้าบ งั้นเหวี่ยงดอกบัวเข้าไปในเขาวงกตเลยดีไหมน้ำ เราจะได้ไม่ต้องเข้าไปให้เสียเวลา”

แทนคำตอบน้ำเอากำปั้นทุบเข้าไปที่กลางหลัง

“โอ๊ย โหดว่ะน้ำ”

“น้อยไปนะ ย้อนดีนัก”

บรรยากาศภายในวัดเป็นไปอย่างครึกครื้น บรรดาเด็กๆก็พากันเล่นประทัดอยู่ทุกมุมของเขาวงกต ไม้ระแนงถูกปักลงพื้นลานวัดเป็นวงกลมกว้าง ภายในก็มีผู้คนเดินวนหลงทางอยู่ เสียงประทัดจุดไล่ดังอื้ออึงแข่งกับเสียงกรีดร้อง เด็กผู้ชายก็จะแกล้งเด็กผู้หญิง แกล้งคนแก่ไม่ได้เพราะถ้าเผลอไปแกล้งนอกจากจะไม่กรีดร้องให้สมใจอยากแล้ว กลับจะโดนด่าล้วงลึกถึงบรรพชนเป็นได้ น้ำเดินตามหลังบอทไปไม่ยอมห่าง ยอมรับว่าใจเสาะในเรื่องเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงฟ้าร้อง ฟ้าฝ่า หรือแม้แต่เสียงที่กำลังดังอยู่ทั่วบริเวณวัดในตอนนี้ น้ำเองหวาดผวาแต่ก็แกล้งทำเป็นไม่กลัว ไม่สะทกสะท้านเมื่อได้ยิน บอทเองรู้ดีและหาโอกาสแกล้งอยู่ตลอดเวลา

“ไม่แวะไปหาอีเอ๋หน่อยเหรอน้ำ เห็นมันเรียกอยู่นี่”

บอทจับแขนน้ำไว้ตอนออกมาจากเขาวงกต เสียงประทัดดังอื้ออึงให้น้ำประสาทเสียไปกลัวแต่ไม่อยากแสดงอาการอะไรออกมามากนัก พอออกมาได้ก็เดินปรี่จะไปที่จอดจักรยานทันที

“ไม่เอาอ่ะ รีบกลับเถอะต้องไปดูเบ็ดอีกนี่บอทเดี๋ยวยังไงก็เจอมันที่โรงเรียน”

น้ำเดินนำหน้าไม่ยอมเหลียวหลังในใจยังหวาดๆเสียงประทัดอยู่อยากหนีไปให้พ้นจากบริเวณวัด บอทเองหัวเราะร่าอย่างพอใจเดินตามประชิดตัวไม่ยอมห่าง

“ใครน้าบอกไม่กลัว ฮ่าๆ รอเราด้วยดิน้ำจะรีบไปไหนยังไม่สองทุ่มเลย”

“ใครกลัว น้ำไม่ได้กลัว น้ำรำคาญต่างหาก เร็วๆได้ไหมบอท ถ้าไม่เร็วบอทไปเองนะน้ำไม่ไป”

เสียงแข็งห้วนขึ้นทันที แต่บอทเองไม่ได้กลัวแต่อย่างใดทำหน้าทะเล้นใส่อีกต่างหาก

“คร้าบ โหดุจังเว้ย”

บอทเองก็ไม่เคยขัดใจน้ำ ที่จริงไม่เคยงอนเลยเสียด้วยซ้ำ มีแค่เรื่องที่โดดเรียนวันนั้น เป็นครั้งแรกที่บอทรู้สึกน้อยใจไป ในยามวิกาลแม้จะเป็นวันสำคัญที่ชาวบ้านต่างมีกิจกรรมร่วมกันที่วัดกระนั้นไม่เกินสามทุ่มทั่วทั้งหมู่บ้านก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัด มีเพียงเสียงประทัด บั้งตุ้มดังแว่วมา บอทปั่นจักรยานแวะกลับไปที่บ้านก่อนเพื่อเขาอุปกรณ์คือหม้อแบตเตอรี่สำหรับส่องนำทางและข้องเพื่อใส่ปลา น้ำสะพายข้องไว้กับบ่านั่งซ้อนท้ายจักรยาน บอทเองเป็นคนเอาแบตเตอรี่ที่ชาร์จจนเต็มคล้องที่แขนเอาดวงไฟที่ห้อยด้วยสายผ้ายืดผูกไว้ที่กลางหน้าผากสายนั้นรัดแน่นพอดีกับขนาดของศรีษะ ท้องฟ้าโปร่งสว่างไสวไปด้วยหมู่ดาวน้อยใหญ่ ลมกำลังเปลี่ยนทิศพัดเอื่อยๆ อากาศยามค่ำคืนช่างแสนสบายเสียงล้อจักรยานกระทบกับพื้นดินลูกรังที่ขรุขระดังกึกกัก เสียงผิวปากดังแว่วออกมาจากคนปั่นจักรยาน น้ำเองหัวใจล่องลอยไปไกล ความรู้สึกที่แปลกประหลาดนั้นมันไม่ได้หายไปไหน แจ่มชัดขึ้นมาเสียด้วยซ้ำแต่ทว่าไม่ได้กลัวหรือหวั่นใจอะไรแล้ว เหราะความรู้สึกประหลาดนั้นบางทีมันก็มอบให้ซึ่งความสุข สุขมากมายเหลือเกินแค่ได้เพียงชิดใกล้เพื่อนรักคนนี้ ถ้าหากว่ามันสุขแม้มันจะผิดที่อาจจะคิดเลยเถิดไปไกล ก็จะขอเก็บความรู้สึกนั้นไว้ส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจก็แล้วกัน

“น้ำคืนนี้ไปนอนกับเรานะ”

พอจะบ่ายหน้าจะกลับบ้านหลังจากที่กู้เบ็ดคืนมาทั้งหมดแล้ว ปลาติดเบ็ดพอสมควรแม้ไม่มากเท่าตอนก่อนฝนจะตกแต่ก็ถือว่าพอทำกินไปหลายวัน บอทเอ่ยขึ้นไม่ได้เอี้ยวคอมาถามเหมือนเดิมคงเพราะแบ่งคันเบ็ดไปมัดไว้กับเอว ส่วนหนึ่งอีกส่วนแบ่งมาให้น้ำถือตอนนี้เองที่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างน้ำกับบอท เพราะน้ำเอาคันเป็นที่มัดรวมกันไว้ด้านหน้า

“อืม แต่ต้องทำการบ้านด้วยนะ ป้านิ่มไม่ด่าเอาเหรอเดี๋ยวไปเปิดไฟกวนแก”

“เราก็มาทำการบ้านที่บ้านน้ำดิ ข่างล่างอ่ะเสร็จแล้วค่อยไปนอน”

“แล้วทำไมไม่นอนบ้านน้ำเลยล่ะบอท เดินไปเดินมา”

“นอนบ้านน้ำเดี๋ยวไอ้หินมันเห็นดิ ก็เราจะเล่นเป็นผัวเมียกันนี่คืนนี้อ่ะ”

พูดออกมาหน้าตาเฉย น้ำหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา อยากจะตะปบหลังเพื่อนรักหนักๆสักทีแต่ก็ถือเบ็ดอยู่เต็มกำมือไหนจะข้องไส่ปลาอีก

“พูดเหมือนทำเป็น เอาให้แน่เถอะบอท”

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมโต้ตอบออกไปอย่างนั้นทั้งที่ใจมันเต้นระรัวเต้น ดังจนเกรงว่าเพื่อนจะได้ยินเสียด้วยซ้ำแต่ก็ตอบออกไปแล้ว บอทหัวเราะออกมาทันที

“เป็นดิ วันก่อนเราดูหนังสือโป๊กับไอ้ไก่ พอได้ๆน้ำไม่ต้องห่วง ถ้าเราทำไม่เป็นน้ำก็ทำให้เราดิ ไม่เห็นยาก”

“ดูหนังสือโป๊ทำไมไม่บอกบอท ไปแอบดูมาเหรอ”

เบนประเด็นไปเพราะพูดเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้แล้วเพราะกลัวว่าหัวใจจะวายตายเสียก่อน

“ก็ตอนที่น้ำไปห้องสมุดทำรายงานชีวะกับอีเล็กไง มันชวนไปดูที่หลังโรงอาหาร เดี๋ยววันหลังเรายืมมันมาดูกันสองคนนะน้ำ”

ไม่มีเสียงตอบออกมาเพราะตอนนี้หัวใจมันทำงานหนักเกินไปคิดอะไรไม่ออกหรอก มันเต้นแรงสูบฉีดเลือดเสียจนร้อนรุ่มไปทั้งตัว หัวตื้อคอเริ่มแห้ง รู้สึกว่าตัวร้อนเป็นไฟเหมือนจะเป็นไข้ แต่บอทเองก็ยังไม่หยุดพูดพร่ำเพ้อไปเรื่อยๆจนถึงบ้านช่วยกันเก็บคันเบ็ดเอาปลาขังในตุ่ม น้ำเองพยายามก้มหน้าไม่สบตา เพราะตอนนี้สายตามันคงปกปิดอะไรไม่ได้แล้ว ใจหนึ่งอยากให้มันเกิดขึ้นจริง ใจหนึ่งอยากให้บอทแค่คะนองปากพูดเล่นๆ

“ไปอาบน้ำด้วยกันป่ะน้ำ ไปอาบบ้านเราดีกว่าเงียบกว่าบ้านน้ำ”

หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะเดิมน้ำเงยหน้าขึ้นมองสายตาสั่นระริกแต่แค่สบตาอยู่ไม่กี่วินาทีก็หลุบสายตามองไปทางอื่นแก้เขิน

“ทำไมล่ะบอท ทำไมต้องอาบด้วยกัน”

เสียงสั่นจนสังเกตเห็นได้บอทฉายยิ้มออกมา

“อายเหรอน้ำ สั่นเชียวฮ่าๆๆ”

“งั้นไปอาบคนเดียวเลยไป”

เดินหนีไปบอทรีบคว้าข้อมือเอาไว้

“โอ๋ๆ งอนเหรอคร้าบที่รัก ไปถูหลังให้เราหน่อยดิ เหมือนมันมีสิว”

บอทเองก็ไม่ยอมแพ้ ด้วยวัยที่อยากรู้อยากเห็นหรือเพราะหนังสือกระตุ้นใจนั้นทำให้บอทเองก็อยากลองอยากรู้ และถ้าอยากทำอะไรขึ้นมาก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจง่ายๆเช่นกัน น้ำสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกกักมันเอาไว้เผื่อว่าบางทีจังหวะหัวใจจะเป็นปกติลง แต่ไม่เลยใจยิ่งเต้นระรัว ยิ่งสัมผัสจากมือของเพื่อนรัก มันเหมือนมีแรงส่งของพลังงานบางอย่างแผ่กระจายไปทั่วร่าง

“เร็วดิน้ำเหม็นเหงื่อจะแย่แล้วเนี่ย”

“บอทไปก่อน เดี๋ยวเราไปเอาเสื้อผ้าก่อนดิ”

บอทยิ้มออกมายอมปล่อยมือรีบเดินกลับบ้านทันที พูดออกไปแล้ว ตกลงใจไปแล้วแต่ใจทำไมมันไม่ยอมผ่อนจังหวะลงบ้างเลย กลับยิ่งเร่งระรัวเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว พยายามชั่งใจอยู่นานกว่าจะหยิบเสื้อผ้าเดินลงจากบ้านได้ ถอนหายใจออกมาหลายร้อยครั้งแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น อยากลอง ยิ่งกับเพื่อนรักที่ใจมันรู้สึกแปลกๆด้วยแล้ว อยากลอง น้ำตั้งคำถามให้กับตัวเองร้อยคำถาม ถามไปต่างๆนานาว่ามันสมควรหรือไม่ควรคล้อยตามเพื่อนรัก แต่สุดท้ายพาร่างเดินไปยืนอยู่ใต้ถุนบ้านของบอทแล้ว

“โหนึกว่าหลับ จะไปตามแล้วนะเนี่ย”

บอทเอ่ยขึ้นน้ำเสียงยังคงปกติเขานอนเปลือยช่วงบนใส่ผ้าขาวม้าเตรียมพร้อม นอนรออยู่ที่แคร่อย่างอารมณ์ดี ในใจของบอทเองก็เต้นระรัวแต่ด้วยเป็นคนที่คิดอะไรพูดออกไปอย่างนั้นเขาเอง จึงไม่มีอะไรต้องปิดบังความรู้สึกของตัวเอง

“ยังไม่อาบอีกเหรอบอท น้ำอุตส่าห์ถ่วงเวลา”

“ไม่อ่ะ รอน้ำไง ถ่วงเวาทำไมล่ะน้ำ ไหนๆน้ำก็ไปไหนไม่รอดหรอก”

“จะเอาจริงเหรอบอท”

เริ่มลังเลใจที่เป็นนายมันพยายามบีบให้ปากอ้าไปอย่างที่มันต้องการ

“ลองดูไงน้ำ น้ำกลัวเหรอ”

“ใครบอกว่ากลัว กลัวว่าบอทจะติดใจต่างหาก”

การเป็นคนปากไม่ตรงกับใจบางทีมันก็ดีนะ เรื่องบางเรื่องเราเก็บไว้ในใจมันดีกว่าการที่คิดอย่างไรพูดออกไปอย่างนั้น แต่น้ำตอนนี้เหมือนกำลังเอาชนะใจตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่ายิ่งไปท้าทายเพื่อนรัก เขายิ่งจะอยากลองทำ

“ติดใจก็ทำกันทุกคืนไง ไม่เห็นยาก”

“บ้าเหรอบอท”

หน้าแดงไม่ยอมหายบอทลุกขึ้นจากแคร่จูงแขนน้ำเดินเข้าห้องน้ำไป ไฟสีส้มในห้องน้ำที่มีตุ่มรองน้ำไว้สำหรับอาบน้ำและโถซ้วมซึมอยู่อีกผั่ง ส่องแสงสว่างพอที่จะให้เห็นว่าเด็กทั้งสองมีปฏิกริยาทางร่างกายที่เปลี่ยนไป จากสีหน้าที่แดงฉานทั้งสองคน เป้ากางเกงของน้ำที่นูนเด่นขึ้นมามันยากที่จะบังคับให้มันสงบลง มันดีดขึ้นมาเองตามแรงสูบฉีดของเลือด ส่วนบอทเองอวัยวะส่วนนั้นมันชูชันขึ้นมาอย่างยากจะปิดบังเพราะเขาพันเอวไว้ด้วยผ้าขาวม้าเพียงเท่านั้น น้ำพยายามหลบตาเม้มปากแน่น ใจเต้นแรงจนแผ่นอกกระเพื่อมไหวอย่างเห็นได้ชัด บอทเองก็ไม่ต่างกัน บอทดึงแขนน้ำเข้าไปใกล้ๆนั่งลงบนปากตุ่ม น้ำขืนตัวไว้ในตอนแรกแต่ก็ปล่อยให้มันเลยตามเลยไป

“น้ำ”

เสียงสั่นลอดออกมาจากลำคอ บอทเองฉายแววตาแสดงความต้องการออกมา เด็กในวัยนี้เรื่องเพศถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระเปลี่ยนมานานแล้ว แต่ความรู้สึกอยากสัมผัสลิ้มลองรสชาติของมันเพิ่งจะมีแสดงอาการก็ช่วงเวลานี้เอง บอทโอบเอวของน้ำเอาไว้เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเรียวเล็กที่ก้มหน้างุดอยู่ น้ำยอมสบสายตาจนได้ เหมือนมีแรงส่งของไฟฟ้าสถิตย์แค่เพียงสบตากันความวาบหวามก็แล่นไปสู่ใจ จ้องมองกันอยู่อย่างนั้นพยายามอ่านความในใจผ่านทางสายตา บอทดึงหน้าน้ำให้เข้ามาใกล้ๆ

“น้ำ”

เสียงนั้นยังก้องอยู่ในโสตประสาทที่เหมือนจะลอยละลิ่วไปไกลแสนไกลแล้ว เสียงที่แว่วแผ่วเบาลอยมากับสายลม กลิ่นลมหายใจมันจ่ออยู่แค่ปลายจมูก กลิ่นไอของลมหายใจถูกสูดเข้าไปในปอด ริมฝีปากหนาเผยอออกจากกัน สัมผัสแรกที่จงใจทำแค่พอแตะริมฝีปากเข้าหากันน้ำก็กระตุกร่างสั่นไหว หัวใจอ่อนละลายไป บอทเองดึงตัวน้ำให้เข้าใกล้ยิ่งกว่าเดิมกระชับเอวประทับริมฝีปากเข้าหากัน น้ำเองก็ไม่ขืนตัวไว้แล้ว แรงส่งจากภายในกระตุ้นการกระทำเป็นอย่างดี ตอนแรกแค่เอาริมฝีปากเม้มอีกฝ่ายไปมาแต่พอเริ่มเอาลิ้นออกมาต่อสู้กันในโพรงปากความแปลกใหม่หฤหรรษ์ก็เข้ามาแทนที่ ร่างเบียดร่างปากบดบี้ขยี้กัน บอทดึงเอาผ้าขาวม้าออกจากตัวดึงกางเกงดึงเสื้อน้ำออกจากร่างเหมือนกัน ร่างที่เปลือยเปล่าทั้งสองร่างกำลังก่ายกอดกัน ความต้องการจากภายในแสดงออกมาอย่างชัดเจน

“น้ำดูดให้เราหน่อยสิ”

บอทถอนหน้าออกจากน้ำส่งสายตาวิงวอน

“ทำไม่เป็น”

เสียงสั่นเครือออกมาสายตาวาบหวามนัก

“ดูดเหมือนไอติมไงน้ำ”

“บอททำให้เราดูก่อนดิ เดี๋ยวเราทำให้”

“อืม”

บอทเปลี่ยนให้น้ำนั่งลงบนปากตุ่มแทนแล้วโก่งโค้งลง ชั่งใจอยู่นานกับสิ่งที่จ่ออยู่ต่อหน้า สิ่งนี้หรือที่เราจะเอาปากเข้าไปครอบเอาลิ้นลงดูดเลีย แต่อารมณ์ที่กระพือดังไฟลามในทุ่งต้องสายลม มันจะไม่ดับมอดไปถ้าหากว่าพระพิรุณยังไม่โปรยปรายมาระงับดับมัน บอทยอมอ้าปากออกแล้วกลืนแท่งเนื้อนั้นเข้าไปในปากอย่างแผ่วเบา

“อา บอท”

น้ำตัวงอจิกหัวของเพื่อนรักเอาไว้แน่นหน้าตาบูดเบี้ยวเหมือนเจ็บปวดทรมาน เสียงครางที่ลอดคอออกมามันไม่ได้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่มันคือความหรรษาพึงใจกับสัมผัสอุ่นเปียกตรงหว่างขานั้น

“บอท น้ำ น้ำ ไม่ไหวแล้ว”

งอตัวลงมือยังจิกอยู่ที่เส้นผมของเพื่อนรักที่ไม่ยอมถอนปากออกง่ายๆร่าง ของน้ำกระตุกสั่นไหวทุกส่วนในร่างกายเกร็งแข็ง บอทเองยอมถอนปากออกมาบ้วนของเหลวที่ออกจาร่างของน้ำที่อมไว้ในปากทิ้ง

“โห เยอะมากน้ำ คาวว่ะ”

บอทเอาขันน้ำในตุ่มตักขึ้นมาบ้วนปากน้ำเองนั่งตัวเกร็งอยู่ ความรู้สึกประหลาดที่มีซ่อนอยู่เบื้องลึกของใจตอนนี้มันเด่นชัดขึ้นมา สิ่งที่ทำไม่ใช่แค่ความคะนองอยากรู้อยากลองแต่มันคือสัมผัสของบางอย่างใน หัวใจ

“ทำให้เราบ้างดิน้ำ”

บอทบอกแล้วนั่งลงปากตุ่ม น้ำเองก็ยอมทำแต่โดยดี ยิ่งเห็นหนั่นเนื้อนั้นของเพื่อนรักใจยิ่งหวิวสยิวเข้าไปในทรวง น้ำอ้าปากทำอย่างที่บอททำให้เมื่อครู่ ลากลิ้นผ่านอย่างแผ่วเบา

“อูยน้ำ เสียว”

บอทครางออกมาจากในลำคอกัดฟันแน่นตัวเริ่มเกร็ง พอกลืนท่อนเนื้อนั้นเข้าไปในปากก็ขยับไปมา เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องสอนมันเป็นเองทั้งที่ไม่เคยทำกับใครหรือดูสิ่งยั่วใจมาก่อน แค่คิดว่าอยากจะถนอมทุกส่วนมนร่างกายของเพื่อนรักคนนี้ให้ดีที่สุด ทำอย่างเต็มใจออกมาจากใจ บอทเกร็งตัวเอามือจิกหัวเหมือนกับน้ำ

“น้ำ น้ำ เราไม่ไหวแล้ว อ่า”

ร่างของบอทกระตุกสองสามทีของเหลวที่ปล่อยเข้าไปในโพรงปากของน้ำเขาไม่บ้วนทิ้งกลืนกินลงคอไปหมดแล้ว

“อัวะ”

รีบถอนปากออกจากหว่างขาของบอท อาเจียนออกมาทันที

“น้ำ”

“อ่า อ๊วะ อั๊วะ”

น้ำหูน้ำตาไหลออกมา กลิ่นคาวที่คลุ้งอยู่ในคอตีขึ้นจมูก น้ำนั่งลงกับพื้นมีบอทคอยลูบหลังให้ เอาของในท้องออกมาจนหมดไส้หมดพุงจึงยอมหยุด น้ำตาไหลออกมาเพราะแรงดันจากการอาเจียน

“ฮ่าๆ ใครให้กินล่ะน้ำ คาวจะตาย มาๆเราล้างตัวให้”

บอทหวัเราะอย่างอารมณ์ดี ส่วนน้ำได้แต่ส่ายหน้ายืนนิ่งให้บอทเป็นคนอาบน้ำให้

ราตรีในหน้าหนาวที่ใกล้เข้ามามันยาวนานกว่าเพลากลางวัน ราตรีที่มีแต่เราสองอยากให้มันยาวนานอย่างนี้ไปทุกฤดูกาล ถ้าหากมีแต่เราอยากให้อะไรๆมันยืนยาวนานไปหมดทุกอย่าง ดาราบนแผ่นฟ้าสีดำส่องแสงระยิบระยับ ทางช้างเผือกสีขาวนวลตาทอดยาวผ่านฟ้ามืดดำนั้น ใจเอยจะดาวดวงไหนหรืออีกกี่สิบทางช้างเผือกมาหล่อหลอมรวมกันมันยังไม่สว่างเท่าความรู้สึกในใจที่เกิดขึ้นตอนนี้เลย


วิสัชนา ถ้ารักทิ่มแทงใจก็ให้เอารักนั้นบ่งออก แต่รักเอยหากได้ทิ่มแทงใจใครแล้วรู้ไว้เถิดมันไม่หายไปไหนหรอกหนา ต่อให้ควักใจออกมาบีบให้แตกสลายแต่รอยรักนั้นจะเจืออยู่ทุกอณูไม่ใช่หรือ