Powered By Blogger

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

สนิมน้ำค้าง (Stained Glass) บทที่ ๑

ปุจฉา อันแสงใดหนอระยับบนแผ่นน้ำนั้นได้สวยสะท้อนแสงแวววับระยับงามเท่าแสงสุริยันมีบ้างไหม
 
แสงตะวันยามบ่ายคล้อยส่องกระทบน้ำในห้วยขุดที่เห็นเป็นเวิ้งกว้าง แสงแดดลามเลียผิวน้ำกระเพื่อมดังแพรประดับด้วยเกร็ดอัญมณีระยิบระยับอยู่ กลิ่นของโคลนตมโชยมากับสายลมเอื่อยๆ ทุ่งนาสีเขียวสดตัดกับท้องฟ้าสีครามสดใส เมฆกลุ่มใหญ่กำลังเคลื่อนตัวมาทางทิศบูรพา ก่อเค้าให้ความหวังกับชาวไร่ชาวนา ปลายฝนต้นหนาวอากาศช่างเย็นสบายลมกำลังเปลี่ยนทิศ แลไปบนฝั่งห้วยเห็นเด็กผู้ชายสองคนกำลังถอดเสื้อออกจากร่าง ชายหนึ่งผิวสีน้ำผึ้งหม่น เวลาโดนแสงสุริยาส่องประกายดังลูบไล้ด้วยทองทา ชายหนึ่งผิวกายขาวเหลืองรับแสงตะวันงามเช่นกัน น้ำ ชลเนตรคือเจ้าของร่างขาวเหลืองกำยำ บอท อภิพงศ์คือเจ้าของกายสีน้ำผึ้งหม่นหนากว่าน้ำ ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทมีรั้วบ้านติดกัน เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่วัยเยาว์ไปไหนมาไหนตัวติดกัน จนอายุย่างเข้าสิบหกปี ทั้งสองยังคงเป็นเพื่อนรักกันอยู่ รักกันมากไม่เคยเปลี่ยนแปร แต่สำหรับน้ำเองบางอย่างในใจมันกำลังเปลี่ยนไป ทุกคราที่อยู่ใกล้ๆเพื่อนรัก หัวใจมันหวั่นไหวประหลาด ทุกคราที่อยู่ไกลเพื่อนรักหัวใจมันก็ทุรนทุราย นี่รักเพื่อนมากขนาดนี้เชียวหรือ เขาตั้งคำถามขึ้นในใจ

"นายไม่ต้องลงหรอกน้ำ เดี๋ยวเราลงเอง"

เสียงร้องดังขึ้นทำลายภวังค์วาบหวามในใจ บอทพูดจบแล้ววักน้ำในห้วยออกให้เป็นทางก่อนจะหย่อนขาลงไป เสียงเขากระโดดลงน้ำดัง ตูม ม่านน้ำสีหม่นๆกระจายออกเป็นสาย เป้าหมายคือบัวแดงที่ลอยคอชูชันอยู่กลางห้วย หลังเลิกเรียนกินกรรมที่ทำร่วมกันคือกลางทุ่งนา หรือไม่ก็ป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน บอทเองเป็นคนสรรหากิจกรรมต่างๆมาชวนเพื่อนรักออกจากบ้านไป น้ำเองก็ไม่เคยปฏิเสธ

"เอาไปเผื่อป้าสายไหมน้ำ"

"อืมก็ดี เร็วหน่อยดิบอท ฝนจะตกแล้ว"

"เออน่า ว่ายไปเอาตรงโน้นก่อน"

ทิศประจิมฟ้ายังเปิดให้แสงสุดท้ายของวันสาดส่องเป็นสีทองระยับอยู่ แต่ก้อนเมฆาทางทิศบูรพาเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกที เงามืดทะมึนเสียงร้องคำรามแสงแปลบปลาบทำให้ผู้คนที่อยู่ในที่แจ้งต่างหวาดกลัวหาที่หลบกำบังกันก่อนที่ฝนห่าใหญ่จะเทลงมา แสงสีส้มทองสาดกระทบเงามืดทะมึนนั้นงามอย่างประหลาด สีดำม่วงสะท้อนแสงสีส้มทองได้อย่างวิจิตรดังจิตรกรบรรจงรังสรรค์วาดไว้ก็ไม่ปาน

"เร็วบอท ฝนตกแล้ว"

เสียงคนที่อยู่บนฝั่งเร่ง มือก็หอบเอาสายบัวและรีบคว้าเอาเสื้อของเพื่อนรักมากอดไว้ในอก

"ไปกระท่อมตรงโน้นก่อนน้ำ นายไปก่อน"

"ไม่เอา บอทขึ้นมาเร็วๆ"

ตะเบ็งเสียงแข่งกับสายฝนที่เทลงมา ม่านน้ำที่ไหวเป็นคลื่นระยับเมื่อครู่ตอนนี้กลับกลายเป็นนิ่งสงบมีแต่หยดน้ำที่สะท้อนขึ้นมารวมถึงไอน้ำที่ความเย็นจากสายฝนปะทะกับความร้อนอุ่นของน้ำในห้วย ควันพวยพุ่งขึ้น บอทรีบแหวกว่ายขึ้นฝั่งก่อนจะวิ่งไปจูงจักรยานวิ่งนำหน้าไปที่กระท่อมตรงเนินดินปลายห้วย
ใจที่เป็นนายกายที่เป็นบ่าว ตอนนี้ใจมันสั่นไหวเต้นระรัวดังกลองเพล แค่เพียงลมหายใจอุ่นๆของเขารดออกมา ใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ กลิ่นลมหายใจนั้นมันแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของความรู้สึก ใจลอยไปไกลแสนไกลแล้วรู้ไหม
 
"เฮ้ย ออกห่างๆหน่อยสิบอท อึดอัดว่ะ"
 
น้ำพยายามไล่ความในใจออกไป เพื่อนรักรั้วบ้านติดกันผู้นี้กำลังทำให้หัวใจของเขาไหวหวั่นไปได้มากทีเดียว
 
"ไรวะ ก็ที่มันมีอยู่แค่นี้ จะให้ถอยไปไหน"
 
บอทเองก็ขมวดคิ้ว สายฝนที่โปรยปรายลงมา เสียงรามสูรที่กำลังไล่นางเมขลาแย่งแก้วมณีกันอยู่นั้นยังคำรามกึกก้อง แสงที่เหมือนแฟลชของกล้องถ่ายรูปขนาดใหญ่ก็ส่องแสงวูบวาบแปลบปลาบไปทั่ว บริเวณ เสียงพิโรธของท้องฟ้าดังเปรี๊ยะๆมีแสงสีส้มแดงแปลบลงมาก่อน เสียงเปรี๊ยะตามมาสักพักก็ เปรี้ยงดังสั่นหวั่นไหว น้ำเองเริ่มเอามือขึ้นอุดหูของตัวเองย่นคอลงต่ำ

"หึหึ กลัวเหรอน้ำ"

เสียงหัวเราะออกจากคอของเพื่อนรัก

"กลัวดิ"

"มาเรากอดนายจะไม่ต้องกลัว"

พูดไม่ได้คิดอะไรแต่คนฟังหัวใจกระเจิดกระเจิงไปไกลแสนไกล ใบหน้าฉาบด้วยเลือดฝาดระเรื่อขึ้นทันที

"บ้าเหรอ"

"อ้าว ก็เห็นกลัวเขาบอกฟ้าชอบฝ่าตรงคูห้วยนะน้ำ"

เบียดกายเข้าหาเพื่อนรักทันที สีหน้าแววตาดูเชื่อย่างสนิทใจ

"ฮ่าๆๆ ไหนบอกไม่กลัว มาเรากอด"

บอทดึงตัวน้ำไปกอดไว้แล้ว ร่างที่ไร้อาภรณ์ปกคลุมในท่อนบน ไออุ่นจากร่างกายแผ่กระจายมาถึงส่วนที่กำลังเต้นเรียกร้องความสนใจอยู่กลางอก เลือดสูบฉีดรุนแรงใบหน้าเริ่มเปลี่ยนสีจากระเรื่อเป็นแดงจัด

"ตัวร้อนเชียวน้ำ โดนฝนไม่สบายเหรอ"

เสียงทุ้มดังอยู่เหนือหัว

"ปะ เปล่านี่ น้ำอึดอัด"

"อ้าวก็ไม่บอก ไม่กอดก็ได้"

ปล่อยมือออกทันที บอททำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่น้ำเองกลับหวิวขึ้นในใจเสียดายอ้อมกอดนั้น ได้แต่เม้มปากแน่นรำพึงอยู่ในใจ เสียงของห่าฝนที่สาดกระหน่ำลงมาขาวโพลนไปทั่วบริเวณมองไม่เห็นสิ่งใด ไอฝนเย็นยะเยือกจับใจ เสียงฟ้าร้องคำรามก็ดังกระหึ่มอยู่เหนือหัว แสงแปลบปลาบมาพร้อมกับเสียงที่บาดเข้าไปในแก้วหู ทุกครั้งที่แสงวาบเสียงเปรี้ยงก็ตามมา น้ำเองเบียดกายเข้าติดกับบอทแล้วไม่รู้ตัว

"หึ กลัวก็ทำเป็นเก่ง กลัวไรวะเรายังไม่กลัว"

บอทยิ้มขึ้นที่มุมปาก

"ก็กลัวอ่ะ"

เสียงเริ่มสั่น บอทเองหัวเราะออกมา

"มาๆ จะอึดอัดอะไรล่ะ กอดไม่ให้กลัว"

แม้จะค้านร่างเอาไว้แต่ก็ไม่สู้แรงดึงของเพื่อนรักที่ดึงร่างเข้าไปกอดไว้ในอกแล้ว เสียงหัวใจเต้นระรัวดังกลองมโหรี พยายามควบคุมตัวเองยิ่งพยายามยิ่งห้ามใจมันก็ยิ่งค้านสั่นไหว

"ทำไมสั่นจังวะน้ำ ทำเหมือนไม่เคยกอดกันงั้นล่ะ"

บอทเอ่ยขึ้นเพราะทั้งสองกินนอนไปไหนมาไหนด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทำอะไรต่อมิอะไรไม่มีปิดบัง แต่มาพักนี้บางอย่างเปลี่ยนไป สิ่งที่อยู่ลึกๆในใจของคนที่อยู่ในอ้อมกอดมันแปรเปลี่ยนไป มันคืออะไร น้ำเองพยายามบอกกับตัวเองว่ามันไม่มีอะไร มันไม่มีอะไรทั้งนั้น ยิ่งฟ้าคำรามดังกระหน่ำขึ้น ร่างของน้ำก็เบียดเข้าหาบอทมากขึ้นกว่าเดิม

"น้ำนี่ก็น่ากอดดีนะ คืนนี้ไปนอนกะเรานะน้ำ"

เหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังสั่นไหวบอทเองก็แหย่น้ำปรายตาขึ้นมอง หยาดน้ำฝนยังเกาะอยู่ตามโครงหน้าเข้มนั้นจับพราวอยู่ รอยยิ้มที่ฉายออกมากวนๆ ทำไมใจมันถึงสั่นจังล่ะ

"อือ"

"หนาวเหรอสั่นๆ กอดแน่นๆดิ"

เม้มปากแน่นน้ำกอดร่างของเพื่อนแน่น ถ้ามันคืออะไรในใจตอนนี้ไม่รับรู้แล้ว ขอกอดอยู่อย่างนี้ได้ไหม ภายใต้ใจที่สั่นไหวนี้มันคือความสุขแสงประหลาดแวมวับอยู่ไกลๆ ขอกอดหน่อยนะเพื่อน

สายน้ำที่ไหลตามทางดินไหลลงที่นาน้ำใสไหลหลั่งไปทางเดียวกัน สายฝนยังเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ข้าวในนากำลังตั้งท้องลำกลมแล้ว เสียงหยดน้ำฝนดังจ๋อมๆอยู่ทั่วบริเวณ แสงอาทิตย์อัสดงไปนานแล้ว ราตรีคืบคลานเข้ามาทวงสิทธิ์ของตัวเอง ฟ้ามืดขมุกขมัวไล่พื้นที่มาแล้ว

"กลับเถอะน้ำ เดี่ยวมืดก่อนไม่เห็นทาง"

เสียงทุ้มปลุกน้ำให้ตื่น ไม่ถึงกับหลับแต่เคลิบเคลิ้มไปใจมันลอยไปไกลแสนไกล ในที่ที่มีแต่เขากับความสุขที่ได้จากอ้อมกอดนี้ ยอมถอดถอนร่างออกอ้อมกอดนั้น

"อืม กลับดิ แม่ถามหาแล้วป่านนี้"

ตอบอ้อมแอ้มไปแล้วเดินตามบอทออกมาจากจากกระท่อมหลังเล็กบนคูห้วย ลมที่พัดเพราะแรงของฝนทำให้พื้นดินโคลนลื่น

"โอ๊ะ"

"ระวังน้ำ"

ร่างของคนที่เดินตามหลังมาไถลลื่นโคลนเซไปด้านหน้าบอทคว้ากอดเอวไว้ แต่แรงผลักมันเป็นไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก น้ำคร่อมร่างบอทเอาไว้ล้มลงทั้งสองคน เหมือนสวรรค์แกล้งปากที่อ้าร้องอยู่ประกบเข้าพอดีกับปากของคนที่หงายหน้าขึ้นหาท้องฟ้า ร่างกายเริ่มเย็นยะเยือก ไอร้อนจากตัวเริ่มหายไป มือเหี่ยวปากเริ่มเขียวสั่น แต่ปากนั้นยังอุ่นร้อนอยู่ สัมผัสของส่วนที่เปราะบางที่สุดประกบกันอยู่อย่างนั้น

"เอ้ย น้ำขอโทษ"

ดึงร่างตัวเองขึ้นเอามือยันพื้น

"แหะๆ ปากนายร้อนดีนะน้ำ"

หัวเราะออกมา นัยน์ตาที่พราวเสน่ห์มันช่างชวนมองยิ่งนัก น้ำเองก้มหน้าลงอายไอร้อนจากปากจับตรึงอยู่ซ่านไปถึงใจ เม้มปากแน่นไม่อยากให้รสนี้จางหายไป นี่เราเป็นอะไรไปทำไมหวั่นไหวไปได้มากถึงเพียงนี้ สายฝนเอยยิ่งสาดยิ่งเทลงมามากเท่าใด ร่างกายเท่านั้นที่หนาวเหน็บ แต่ในใจทำไมมันร้อนดังไฟสุมอยู่ ยิ่งได้ซ้อนจักรยานกลิ่นอายของคนที่อยู่ด้านหน้ามันช่างบีบรัดหัวใจยิ่งนัก แผ่นหลังกว้างอันนี้ ทำไมเราถึงไหวไปได้ขนาดนี้ เคยเห็นทุกอย่างในเรือนร่างนี้ เคยสัมผัสมาหมดแล้ว แต่นี่อะไร ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน

"เอาแกงสายบัวไปให้ป้านิ่มหน่อยสิน้ำ ฝนนี่ก็ตกไม่หยุดสักที"

แกงสายบัวใส่ปลาช่อนหอมฉุย มารดาของน้ำเป็นพยาบาลที่อนามัยประจำหมูบ้าน ส่วนบิดาเป็นภารโรงในโรงเรียนประถม น้ำมีน้องชายอีกคนอายุเพิ่งจะเก้าขวบ ส่วนบอทมีแต่แม่ ป้านิ่มเป็นชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง มีลูกชายเพียงคนเดียว สามีแกจากไปนานแล้ว นานจนเลือนไปจากความทรงจำของลูกชาย เพราะเขาเสียไปก่อนที่บอทจะลืมตาดูโลกเสียอีก

"เอาร่มไปด้วยสิน้ำ"

"แม่คืนนี้น้ำนอนค้างที่บ้านบอทนะ"

"อ้าว มีการบ้านเหรอ"

เป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะสองชายคาติดกัน มีอะไรก็เรียกหากัน เลี้ยงดูลูกชายมาด้วยกัน กินนมจากเต้าทั้งบอทและน้ำ แม่บุญช่วยไม่อยู่ก็กินนมจากเต้าแม่นิ่ม แม่นิ่มไม่อยู่ก็กินนมจากเต้าแม่บุญช่วย

"ไปล่ะแม่ พ่อยังไม่กลับอีกเหรอ"

"ยัง แม่รอกินข้าวอยู่เนี่ย ไปหาหน่อไม้ถึงไหนแล้วก้ไม่รู้ฝนก็ตก ถ้าน้ำจะไปกินข้าวบ้านป้านิ่มเอากล่องข้าวเราไปด้วยสิลูก ตักแกงเพิ่มไปอีก"

แม่บุญช่วยจัดแจงกล่องข้าวเหนียวให้น้ำและตักแกงใช่ชามใบโตกว่าเดิมแล้วเอาใบเก่าคืนมาเทใส่หม้อไว้เหมือนเดิม น้ำกางร่มสีมอๆเดินข้ามรั้วไม้ไผ่ที่ไม่เหลือร่องลอยของคำว่ารั้วไว้เลยเพราะมันผุพังไปแล้วตามกาลเวลา

"ป้านิ่ม บอทล่ะ"

พอชะโงกหน้าเข้าไปใต้ถุนบ้านก็ร้องทักออกไป

"อ้าวน้ำ มันอาบน้ำ อยู่ตุ่มหลังบ้านโน่น มากินข้าวกับป้าเหรอวันนี้"

"ครับ ว่าจะมากินข้าวด้วย ค้างด้วย"

"รอไอ้บอทก่อนลูก"

ยิ้มออกมาตาพราวเพราะคิดอะไรขึ้นมาได้ น้ำเดินลอดใต้ถุนบ้านไปหลังบ้าน เสียงผิวปากตักน้ำราดตัวอย่างอารมณ์ดี บอทใส่ผ้าขาวม้ากำลังฟอกสบู่อยู่ เอาอีกแล้ว ใจเต้นแรงอีกแล้ว แค่เห็นเนื้อหนังของคนที่ยืนอาบน้ำอยู่ต่อหน้ามันแนบชิดเป็นเนื้อเดียวกับผ้าขาวม้าที่พอโดนน้ำมันก็บางจนเห็นเนื้อ ทั้งที่เคยเห็นแล้ว ทั้งที่เคยอาบน้ำด้วยกันมาแล้ว ทำไมนะ

"อ้าวน้ำ มาเมื่อไหร่ ไม่ให้เสียงเลยนะ มาแอบดูเราเหรอ ฮ่าๆๆ"

แหย่แล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี น้ำเองหน้าเสียไป

"บ้าเหรอบอท ก็เห็นป้านิ่มบอกอาบน้ำอยู่นานแล้ว น้ำนึกว่าช่วยตัวเองเลยมาดู"

"บ้าดิ ถ้าน้ำจะช่วยน่ะพอได้ เอาไหมล่ะช่วยเราหน่อย"

บอทเองพูดออกมาไม่ได้คิดอะไร ไม่มีอะไรในใจนอกจากแหย่เพื่อนเล่นๆอย่างที่เคยทำ แต่น้ำเองกลับสะอึกพูดไม่ออก กลืนน้ำลายลงคอยังลำบาก

"บ้าเหรอบอท รีบอาบสิน้ำหิวข้าวแล้ว"

ไม่รู้ว่าสิ่งที่แสดงออกไปมันมีท่าทางยังไง แต่รู้ว่าบอททำหน้าแปลกๆ น้ำเดินหันหลังให้แล้วเดินกลับมานั่งที่แคร่ใต้ถุนบ้าน สักพักบอทก็เดินตามมามีผ้าขาวม้าผืนใหม่พันเอวอยู่

"ไปเปลี่ยนเสื้อแป๊บนะคร้าบ คุณน้ำ"

ทำหน้าตาล้อเลียนแล้ววิ่งขึ้นไปบนบ้าน

"ดูมันทำ แล้วได้ปลาเยอะไหมวันนี้น่ะน้ำ"

ป้านิ่มถามขึ้นแล้วเตรียมถาดรองกับข้าวมาวางต่อหน้า กลิ่นแกงสายบัวยังหอมฉุย มีน้ำพริกปลาหมอที่ป้านิ่มทำ ปลาหมอตากแดดแล้วเอาไปย่างตำรวมกับมะขามอ่อนใส่มะกอกบ้าน เหยาะปลาร้าหน่อยกลิ่นหอมของมะกอกบ้านลอยมาเตะจมูก

"แค่ไปวางเองป้านิ่ม ฝนดันตกซะก่อน เดี๋ยวกินข้าวเสร็จว่าจะพากันไปดู น่าจะเยอะ"

"อืมแต่อาบน้ำแล้วนี่ ฝนก็ยังไม่หยุดเลย ไม่ไปพรุ่งนี้ล่ะลูก เดี๋ยวไม่สบาย"

พอฝนตกลงมาอย่างหนักไฟฟ้าก็ดับทั้งหมู่บ้าน เป็นปกติของที่นี่ ตะเกียงเจ้าพายุที่ส่องแสงสีส้มแวมวับอยู่ให้แสงสว่างได้มากไม่ต่างกัน แสงนวลไม่จ้าหรือสว่างเกินไป มีกลิ่นของน้ำมันก๊าดลอยผสมปนออกมากับแสงนั้น ใต้ถุนบ้านมีเงาของคนสามคนกำลังล้อมวงกินข้าวเย็นกันอยู่ ข้าวเหนียวในกล่องอุ่นไม่ร้อนจนเกินไป กับข้าวที่ปรุงเสร็จใหม่กลิ่นยังลอยคละคลุ้งหอมยวนใจ พอกินข้าวเสร็จก็พากันปั่นจักรยานฝ่าสายฝนออกไปทุ่งนาอีกครั้งเพื่อดูเบ็ดที่ปักไว้ ความมืดที่ปกคลุมแผ่ม่านดำไปทุกหัวระแหงในเขตุที่สายตาจะมองเห็น ไฟในหม้อแบตเตอรี่ที่ชาร์จจนเต็มส่องแสงนำทางให้คนทั้งสอง แสงวูบวาบจากบนฟ้ายังคงส่องแสงแปลบปลาบอยู่พอให้เห็นภาพเบื้องหน้าได้แจ่มชัดทุกคราที่แสงนั้นฉายออกมา

"เบื่อฝนว่ะ มันจะตกอะไรหนักหนา ขี้เกียจอาบน้ำใหม่"

บอทบ่นออกมาระหว่างทาง สายตาก็จ้องมองฝ่าความมืดไป มีน้ำกอดเอวซ้อนท้ายอยู่

"ก็ไม่ต้องอาบดิ เช็ดตัวแล้วนอนเลย"

"บ้าเหรอน้ำ เดี๋ยวก็ไม่สบาย พรุ่งนี้มีสอบท่องชีวะฯ ขี้เกียจรำคาญกะครูต้า"

"งั้นก็ไม่ต้องบ่นดิ"

ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยบาดหมางใจกับบอทเลย มีอะไรช่วยกันตลอด ถ้าน้ำล้มบอทจะดึงมือขึ้น ถ้าบอทโดนใครต่อยมาน้ำจะไปจัดการให้ เพื่อน คำๆนี้มันฝังลงไปในใจแต่สำหรับน้ำ เพื่อน ที่ตอนนี้ทำให้หัวใจไหวหวั่นลอยละลิ่วไปไกลแสนไกล สะบัดหัวให้ความคิดเหล่านี้มันหลุดหายไปจากหัว แต่มันไม่ง่ายเลย ทำไมนะ ไม่อยากจะรู้สึกแบบนี้เลยให้ตายเถอะ

"ไปอาบน้ำด้วยกันเลยดิน้ำ จะได้ไปท่องหนังสือ เร็วหนาวแล้ว"

บอทชวนหลังจากกลับมาจากกู้เบ็ด ปลาที่ติดเบ็ดมาตัวใหญ่เขื่องๆทั้งนั้น ทั้งปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ มีงูติดมาบ้างแต่บอทจัดการปล่อยมันไปแล้วเห็นบอกว่าเป็นงูปลาไม่มีพิษ

"จะดีเหรอบอท เรา"

"อายไรวะ อาบด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ หรือนายมีอะไรเปลี่ยนไปเหรอ ไหนดูหน่อย"

"บ้าเหรอ เออ อาบก็อาบ กลางแจ้งเนี่ยนะ"

"มืดจะตายใครเขาเรียกกลางแจ้ง"

บอทค้านแล้วถลกเสื้ออกจากตัวเอาผึ่งไว้ที่เชือกใต้ถุนบ้าน น้ำเองก็ยืนชั่งใจอยู่ บอทถอดกางเกงออกแล้ว แม้จะมืดแต่ก็พอมองเห็นรูปร่างของเพื่อนได้ถนัดตา พลันใจเอยมันไหวสั่นระริกเหมือนข้าศึกบุกแล้วตีกลองชัยให้ออกรบระรัวระริกร้อนรนอยู่

"เร็วดิ มาถูหลังให้เราด้วย อาบมันน้ำฝนนี่ล่ะเย็นดี"

บอทเอาผ้าขาวม้ามาพันเอวไว้แล้วเดินลอดใต้ถุนบ้านไปยังตุ่มที่อยู่หลังบ้าน น้ำเองยืนลังเล แต่ก็ไม่นานเพราะไม่อยากให้เพื่อนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจ ถ้ามันจะผิดขอให้มันอยู่ในใจคนเดียวเถิด น้ำบอกก่อนจะถอดเสื้อผ้าแล้วฉวยผ้าขาวม้าตามบอทไป

"เฮ้ย น้ำแข็งเลยเหรอวะ นายคิดอะไรป่ะเนี่ย"

แม้จะพยายามควบคุมใจ แต่ร่างกายแรงค้านภายในมันไม่ยอมง่ายๆ น้ำเอามือกุมไว้ อายหน้าแดงแต่ด้วยความมืดมองไม่เห็นสีหน้า

"มันหนาวว่ะ เราชอบแข็งเวลาเย็นๆ"

"ฮ่าๆ แปลกคน ไหนดูหน่อย ไม่ได้เห็นนานแค่ไหนแล้ว"

บอทพูดออกมาไม่ได้คิดอะไรมาก แต่น้ำใจสั่นไหวกระเจิดกระเจิงไปไหนต่อไหนแล้ว

"บ้าดิบอท ใครจะมาเปิดให้ดู รีบอาบเถอะเราหนาว"

"เอ้ย ดูหน่อยดิ นะนะ อ่ะเดี๋ยวให้ดูของเรา ทำไมอายวะเห็นกันมาตั้งแต่ขนยังไม่ขึ้น"

บอทไม่พูดเปล่าดึงผ้าขาวม้าเปียกน้ำออกจากเอว น้ำเองขืนตาจะไม่มองแต่ก็ไม่หลบสายตาหนี แม้มันจะมืดสนิทแต่ร่างฉาบน้ำฝนส่องประกายวามวับ ก้อนเหนียวๆก้อนใหญ่จุกอยู่ที่คอ จากที่หนาวกลับเปลี่ยนเป็นร้อนผ่าวไปทั้งหน้า

"ไหนของนาย เอ้ยแข็งไม่ลงเลยเว้ย"

บอทดึงผ้าขาวม้าออกจากร่างน้ำทันที

"เออมันไม่ลง บอกแล้วมันหนาวเลยของขึ้น เร็วๆดิจะได้รีบไปท่องหนังสือ"

"เราว่าเราทำก่อนดีกว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว นายไปก่อนเถอะ"

ใจสั่นเต้นระรัวไปยิ่งกว่าเดิม เลือดในกายเหมือนเพิ่มพลังอัดฉีดแรงขึ้น เม้มปากแน่นรีบตักน้ำราดตัวแล้วเดินหนีไป เราเป็นอะไรไป ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน นี่เราเป็นอะไรไป เคยนอนกอดกัน เคยเห็นทุกซอกทุกมุมของร่างกายแต่ไม่เคยหวั่นไหวหรือรู้สึกอะไรแบบนี้มาก่อนเลย เราเป็นอะไรไป น้ำตั้งคำถามให้ตัวเองวกวนอยู่ในหัวกระสับกระส่ายจนบอทขึ้นมาบนเรือน

"เป็นไรวะน้ำ ดิ้นใหญ่เลย ไปเอาออกดิบอกแล้วจะได้สบายตัว"

"ไม่มีอะไรหนาวๆว่ะ รีบมาท่องเถอะ จะได้นอน"

พยายามเปลี่ยนเรื่องเบี่ยงประเด็นไป บอทเองก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วล้มลงนอนข้างๆ

"เอ้ย ทำไรวะ"

"อ้าวก็นายบอกหนาว ก็กอดไงจะได้หายหนาว"

เพื่อนเอยเรากำลังรวบรวมสติอยู่ แต่เพื่อนไม่รู้ยิ่งมากระพือลมให้ใจมันร้อนรนยิ่งกว่าเดิม

"แล้วจะอ่านหนังสือไงบอท มานอนกอดอยู่แบบนี้อ่ะ"

"อ้าว ก็นายอ่านให้เราฟังเหมือนเมื่อคืนไง เราจะจำเอา"

"สบายไปไหมอ่ะ"

"อ้าว ไม่รักเพื่อนคนนี้แล้วเหรอน้ำ"

กระตุกใจเม้มปากแน่น

"บอท น้ำรักบอท บอทเองก็รู้นะ"

เสียงเครียดขึ้น มีอะไรอยู่ในคำว่ารักมากกว่าที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งจะบอกแค่รักเพื่อน ความรักที่มันแปลกแตกแยกออกมา จากที่แต่ก่อนมันเฉยชา แต่ตอนนี้มันร้อนรนเหลือเกิน

"น้ำ เราขอโทษ เราก็รักน้ำนะ รักน้ำมาก"

ยิ่งบาดลึกลงไปในใจ ทำไมความรู้สึกเหล่านี้มันมีพลังมากมายขนาดนี้นะ ทั้งเจ็บทั้งสุขระคนกันไปจนแยกไม่ออกว่าอันไหนมาก่อนกัน หรือควรจะยึดติดกับอันไหนดี เนิ่นนานแสนนานเสียงท่องหนังสือของน้ำดังแว่วๆ บอทหลับไปแล้ว หลับทั้งที่ยังกอดเอวของน้ำอยู่ ขยับกายมองร่างของเพื่อนรัก ถอนหายใจออกมา แววตาที่มองบอทตอนนี้มันฉายแววระยับออกมา จะรู้ไหมนะบอท ว่าเพื่อนคนนี้ใจมันไม่เหมือนเดิมแล้วนะ น้ำตัดใจหยิบสมุดไดอารี่ของตัวเองขึ้นมาเขียน เริ่มเขียนตั้งแต่ตอนไหนนะไม่รู้หรอก แต่เขียนมาได้ครึ่งเล่มแล้ว และวันนี้เป็นวันแรกที่จะเขียนเหี่ยวกับเรื่องในใจที่มันคับแน่นอยู่

๑๙ กันยายน ๒๕๔๑

ไม่รู้จะเริ่มยังไงดีกับวันนี้ กูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกู ความรู้สึกเหล่านี้มันคืออะไรกันนะ ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยเป็น ไม่เคยรู้สึก แล้วนี่มันอะไรกัน วันนี้ทั้งวันเรียนไม่รู้เรื่อง สอนห่าอะไรก็ไม่รู้ หรือว่าหัวกูมันไม่รับเอง เซ็งว่ะ วันนี้ไปปักเบ็ดกับมึงมาเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ก็ไม่เหมือนทุกวัน กูไม่รู้ว่ะ กูไม่รู้จริงๆว่าตอนนี้กูกำลังคิดอะไรอยู่ มันลางๆอยู่ในใจ ตอนฝนตกกูไม่รู้สิ ใจกูมันแปลกๆไป ช่างเถอะ ง่วงแล้ว มึงหลับตายห่าไปก่อนกูแล้ว กูจะนอนเหมือนกัน ฝันดีไอ้เพื่อนรัก
 
ปล มึงเป็นจูบแรกของกูนะเพื่อน



วิสัชนา แสงจันทร์นั่นไงที่กระทบแผ่นน้ำแล้วงามระยับเยือกเย็นไม่แพ้แสงสุริยา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น