ปุจฉา อันกลิ่นใดในโลกนี้จะตราตรึงอยู่ในห้วงความรู้สึกของเราได้ยาวนานที่สุด
เพลาเช้าแสงแรกของอุษาสายสาดส่องกระทบร่างชายวัยรุ่นสองคนที่นอนก่ายกอดกันอยู่ภายใต้ผ้าห่มขี้งาปูรองพื้นด้วยเสื่อลูกเขื่อง ฝนหยุดตกไปแล้วตั้งแต่ก่อนรุ่งสางอากาศที่เย็นยะเยือกทำให้ร่างกายทั้งสองเบียดเข้าหาความอบอุ่น ร่างสองร่างเบียดเข้าหากันเป็นเรื่องปกติมาแต่ไหนแต่ไร น้ำงัวเงียตื่นขึ้นก่อน พอลืมตาขึ้นก็เห็นปลายคางของเพื่อนรักจ่ออยู่ต่อหน้า ลมหายใจยังยาวลึกระบายออกมาอย่างสม่ำเสมอ ใจมันอุ่นขึ้นทันทีแกล้งทำเป็นหลับต่อไปเบียดร่างเข้าหาเพื่อนรัก
"ไอ้บอท ตื่นได้แล้วไปเอาฟางมาให้อีน้อยมันซิ"
เสียงของแม่นิ่มร้องมาจากใต้ถุนบ้าน ตื่นตั้งแต่ก่อนไก่โห่แล้วลงไปนึ่งข้าวเหนียวคุยกับแม่บุญช่วยอยู่สักพัก พอหกโมงเช้าก็ร้องปลุกตามปกติเป็นกิจวัตรประจำวัน บอทงัวเงียตื่นขึ้น
"น้ำๆ ตื่นๆ"
"อือ เช้าแล้วเหรอ"
"เช้าแล้วดิ แหมกอดเราแน่นเชียวนะ"
"มันหนาวนี่หว่า ไปช่วยแม่ดีกว่า"
พูดแก้เขินลุกขึ้นเดินออกจากที่นอน บอทที่จริงแล้วไม่ได้ชื่อนี้ตั้งแต่เกิด ตอนเกิดเห็นแม่บุญช่วยเล่าให้น้ำฟังว่า บอทไม่ยอมลืมตาทั้งที่ผ่านไปหลายวันแล้ว แม่นิ่มไปให้พระท่านดู ท่านก็บอกว่าให้ตั้งชื่อแก้เคล็ด แม่นิ่มก็เลยเรียกว่าไอ้บอด แต่เรียกไปเรียกมาเพี้ยนเป็นบอท อีกทั้งเจ้าตัวชอบให้น้ำเรียกว่าบอท เพราะเขาบอกว่ามันมาจาก โรบอท ในภาษาอังกฤษ ดังนั้นไอ้บอดจึงเป็นแค่อดีตไป
บอทลุกจากที่นอนพับเก็บผ้าห่มขี้งาสีตุ่นๆได้มาตอนทางราชการมาแจกตอนหน้าหนาวสามปีที่แล้ว พับง่ายๆวางทับไว้บนหมอนแล้วลงจากเรือนคว้าจักรยานปั่นออกไปท้ายหมู่บ้านไปยังกระท่อมเก็บฟางข้าวที่สร้างขึ้นด้วยไม้ระแนงตีเป็นคอกยกพื้นสูงไม่มากมุงด้วยหญ้าคาสาน อีน้อย ที่แม่นิ่มเรียกคือวัวพันธุ์พื้นบ้านที่กำลังท้องแก่ เขาของมันกุดๆสีก็ดำๆด่างๆจะขาวก็ไม่ขาวจะด่างก็ไม่ด่างเพราะรอยเปื้อนของมูลในคอกที่เปรอะตามก้นของมัน บอทผิวปากปั่นจักรยานไปตามทางลูกรังอย่างอารมณ์ดี ส่วนน้ำไปล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ไปช่วยแม่บุญช่วยให้น้ำวัวในคอกเหมือนกัน
"แกะหน่อไม้ให้พ่อหน่อยสิน้ำ แกะแค่พอให้แม่เขาต้มไปกินที่โรงเรียนตอนกลางวันพอนะ"
พ่อถาวรบอกก่อนจะถีบรถเครื่องออกไปที่โรงเรียน น้ำเดินไปหยิบถุงกระสอบปุ๋ยยุ่ยๆมาจากใต้แคร่หน้าบ้านแล้วมานั่งลงบนแคร่ถือเอามีดอีโต้ออกมาแกะเปลือกหน่อไม้ป่าออกอย่างทะมัดทะแมง
"พ่อได้หน่อไม้มาเยอะนี่แม่ กลับกี่โมงล่ะเมื่อคืน"
น้ำร้องถามแม่บุญช่วยที่กำลังง่วนอยู่กับการต้มแกงอยู่ข้างๆบ้าน บ้านของน้ำเป็นบ้านไม้สองชั้นเหมือนบ้านของบอทแต่บ้านของน้ำชั้นใต้ถุนก่ออิฐล้อมรอบไว้เจาะช่องเป็นหน้าต่าง ส่วนครัวก็ทำเพิงสังกะสียื่นออกไปจากตัวบ้านมีหม้อไหวางอยู่อย่างระเกะระกะบนชั้นไม้ชั่วคราว
"สามทุ่มได้มั้ง เห็นบอกไปถึงทาม ได้เห็ดมาด้วยนะเดี่ยวแม่แกงให้กิน"
"จะทันเหรอแม่เดี๋ยวก็ไปโรงเรียนแล้ว ไอ้หินมันยังไม่ตื่นอีกเหรอ"
ทามในที่นี้คือแหล่งน้ำธรรมชาติที่เวลาน้ำขึ้นหน้าฝนจะไหลเข้าไปรวมเอ่อนองกันอยู่ มีป่าไผ่ไม้เบญจพรรณหลายชนิดขึ้นอยู่เต็ม ซึ่งทามเป็นที่วางไข่ของปลาและเป็นที่หาหน่อไม้ป่าอย่างดี
"ปลุกมันหน่อยซิ จะนอนกินบ้านกินเมืองหรือไง เมื่อคืนก็นอนตั้งแต่สองทุ่ม ไอ้ลูกคนนี้นี่"
แม่บุญช่วยเริ่มบ่น น้ำเองก็หัวเราะออกมาก่อนจะตะโกนร้องเรียกน้องชาย ชลเนตรคือชื่อของน้ำ ไม่รู้ว่าแม่บุญช่วยหรือพ่อถาวรตั้งใจตั้งชื่อให้ เพราะมันแปลว่าน้ำที่ออกจากตา หรือน้ำตานั่นเอง แม้จะไม่ใช่คนเจ้าน้ำตาแต่ชื่อมันก็ฟ้องเหลือเกินว่าต้องเป็นคนขี้ใจน้อย หรือชอบร้องไห้ แต่แม่บุญช่วยบอกว่า พระท่านตั้งให้กำชับว่าอย่าเปลี่ยนเพราะน้ำเป็นคนธาตุไฟใจร้อน ต้องแก้เคล็ดด้วยการตั้งชื่อที่มีความหมายตรงข้ามกับธาตุเจ้าตัว ส่วนน้องชายวัยเก้าขวบของน้ำมีชื่อว่าหิน หรือ อัคนี แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในตอนเช้าดูเหมือนแต่ละครัวเรือนจะมัววุ่นวายอยู่กับการทำมาหากิน หุงหาอาหารทำครัวเสียงสับนั่นตำนี่กระแทกสากกับครกดังแว่วออกมาจากทุกชายคา เสียงร้องเรียกสมาชิกในครอบครัวก็อื้ออึง พ่อของน้ำต้องออกไปกวาดใบไม้ที่โรงเรียนก่อนตั้งแต่ตื่น พอเสร็จก็รีบกลัมาทานข้าวเช้ากับที่บ้านแล้วค่อยอาบน้ำไปโรงเรียนอีกครั้ง ส่วนน้ำพอช่วยแม่บุญช่วยเสร็จก็รีบกินข้าวอาบน้ำไปโรงเรียน ส่วนบอทเองหลังจากไปเอาฟางมาให้อีน้อยเสร็จแล้วก็ช่วยแม่นิ่มทำงานบ้าน งานของบอทดูจะเยอะกว่าน้ำเพราะบอทเองไม่มีคนช่วย ทำตั้งแต่กวาดบ้านถูบ้าน ตักน้ำให้อีน้อย ตักน้ำใส่ตุ่มให้เต็ม แต่เมื่อคืนฝนตกบอทจึงไม่ต้องตักน้ำสบายไปหนึ่งวัน พอเสร็จก็กินข้าวเช้า บางวันก็ไปกินกับน้ำที่บ้าน แล้วค่อยมาอาบน้ำไปโรงเรียน
"ท่องให้ฟังอีกรอบหน่อยสิน้ำ เราจำไม่ได้อ่ะ"
บอทพูดขึ้นตอนเดินไปโรงเรียนด้วยกัน โรงเรียนมัธยมประจำตำบลที่มีนักเรียนรวมกันตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย ไม่ถึง ๕๐๐ คนอยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านของน้ำไม่ถึงกิโลเมตร เดินไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันไม่เคยมีวันไหนที่จะเดินไปโรงเรียนคนเดียว แม้ตอนกลับก็กลับด้วยกันทุกวัน ตั้งแต่เรียนชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงปัจจุบัน มียกเว้นก็แต่เมื่อใครคนใดคนหนึ่งไม่สบายเท่านั้น ชีวิตที่ผูกที่พันธ์กันมากไม่เคยแยกจากกันทั้งสองเป็นเพื่อนรักที่ดีต่อกันเสมอมา แม้จะมีเงาเลือนลางของบางอย่างคืบคลานเข้ามาในใจของน้ำ แต่เงานั้นคงไม่ทำลายมิตรภาพระหว่างเพื่อนลงได้
"อะไรบอทจะสอบอยู่แล้วยังจำไม่ได้เหรอ เดี๋ยวก็ไม่ได้คะแนนหรอก"
"ก็เมื่อคืนง่วงนี่ นะนะน้ำท่องให้เราฟังอีกนะ"
บอทเข้าไปเขย่าแขนน้ำออดอ้อนอยู่ น้ำเองก็พยักหน้ายอมแต่โดยดี ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะใจแข็งได้กับเพื่อนคนนี้เลย
"ทาลามัส อยู่เหนือไฮโปทาลามัส ทำหน้าที่เป็นสถานีถ่ายทอดกระแสประสาทเพื่อส่งไปจุดต่างๆในสมอง รับรู้และตอบสนองความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้มีการสั่งการแสดงออกพฤติกรรมด้านความเจ็บปวด"
น้ำก็ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองขึ้นอีกครั้ง การเรียนการสอนวิชาชีววิทยาในสมัยนั้นยังนิยมให้เด็กนักเรียนท่องจำกันให้ได้ก่อน พอท่องจำได้แล้วถึงจะยอมให้เข้าห้องแล็ปส่องกล้องจุลทัศน์ แต่การท่องจำนี้ไม่ว่าเด็กสมัยไหนก็คงไม่มีใครชอบ ท่องกันทั้งชั้น บางคนเป็นหนักถึงกับเขียนเป็นโพยเล็กๆติดตัว เดินก็ท่อง เข้าห้องน้ำก็ท่อง จะกินจะทำกิจกรรมใดๆก็ท่อง ส่วนน้ำเป็นคนหัวจำค่อนข้างดี ท่องสองสามรอบก็จำได้แล้ว ต่างจากบอทที่หัวจำช้า แต่ถ้าจำได้แล้วจะจำนาน
แถวของนักเรียนที่เรียงรายกันอยู่ตามชั้นรอเคารพธงชาตินั้นแลดูไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าใดนัก เพราะเด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นบางคนก็ยุกยิกคุยกับเพื่อนอยู่ แม้ว่าอาจารย์ฝ่ายปกครองที่หน้าตาดุดัน ขึ้นชื่อเรื่องความโหดจะยืนคอยถลึงตาใส่อยู่ก็ไม่ได้เกรง ลมพัดในตอนเช้าเย็นสบายแต่แดดหลังฝนในตอนเช้าที่เริ่มโผล่พ้นหลังคาอาคารเรียน ๑ เริ่มที่จะแผดรังสีความร้อนอย่างเต็มที่ ชั้นไหนที่แถวอยู่ในเงาของต้นยางนาต้นสูงใหญ่หน้าอาคารเรียนนั้นก็นับว่าเป็นโชคดีไป ส่วนแถวของชั้นไหนที่เงาของต้นยางนานี้ไปไม่ถึงก็ยืนก้มหน้าก้มตาหลบแดดกันเป็นแถว พอผู้อำนวยการกล่าวโอวาทเสร็จใช้เวลานานพอสมควร เพราะผู้อำนวยการท่านนี้เหมือนชอบไมโครโฟนเป็นการส่วนตัว เห็นที่ไหนไม่ได้ต้องปรี่เข้าไปเอ่ยอะไรสักหน่อย แต่โอวาทนั้นเด็กนักเรียนหามีผู้ใดได้ใส่ใจฟังไม่
"ห่า พูดอะไรก้ไม่รู้ รำคาญว่ะ"
น้ำบ่นขึ้นหลังจากเลิกแถวปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก
"นั่นดิ รำคาญจะตายห่า แม่งพูดอยู่ได้เป็นนานสองนาน"
บอทเองก็เสริมหน้าตาดูจริงจังทั้งสองคน น้ำเดินนำไปยังก๊อกน้ำหลังอาคาร ๑ เปิดน้ำล้างหน้า บอทเองก็ทำตาม
"ไอ้น้ำ มึงท่องชีวะมาป่าววะ จดให้กูหน่อยดิ กูยังไม่ได้ท่องเลย"
เสียงห้าวๆของเด็กนักเรียนหญิงชั้นเรียนเดียวกันกับบอทและน้ำดังขึ้น ผมที่ซอยสั้นจนเห็นติ่งหูทั้งสองข้างหน้าตาก็มันแผล่บมาไม่ต่างจากเพื่อน ลักษณะท่าทางเหมือนเป็นชายมากกว่าหญิงเสียอีก
"อะไรมึงไอ้เล็ก เขาให้เวลาตั้งนานทำไมมึงไม่ยอมท่อง จดเอาในหนังสือโน่นจะสอบอยู่แล้ว"
"ไอ้น้ำมึงอย่างกไปหน่อยเลย กูขี้เกียจไปจับใจความ จดๆมาเหอะน่า มึงล่ะไอ้บอท ท่องมายัง"
หันไปหาแนวร่วมบอทเองทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
"จะเหลือรึ กูไม่ใช่มึงนะอีเล็ก"
"โห ปากหมาแต่เช้านะมึง วอนโดนพ่อเตะซะแล้ว"
"พ่อเหรอมึง กูนึกว่าแม่ ไงแม่เล็ก"
"ไอ้เชี่ย บอท"
ทั้งสองวิ่งไล่เตะกับรอบถังซีเมนต์ขนาดใหญ่หลังอาคาร ที่สร้างขึ้นเพื่อเอาไว้เก็บน้ำฝน มีอยู่สามลูกสร้างเป็นถังกลมๆสูงเกือบถึงหลังคาอาคาร ๑ ที่มีอยู่สองชั้น ถัดไปจากถังน้ำคือต้นมะม่วงอกร่องที่ใบเขียวเข้ม เหมือนว่าใบมันไม่เคยร่วงไปจากต้นเลยเพราะตอนเข้าเรียนมามันเขียวยังไง ตอนนี้มันก็เขียวอย่างนั้น ใต้ต้นมะม่วงมีม้าหินอ่อนทรงกลมวางอยู่ตัวหนึ่ง เป็นที่สิงสถิตย์ของน้ำกับเพื่อนๆ ส่วนรุ่นพี่หรือรุ่นน้องก็จะมีที่ประจำของตนไม่ข้องแวะกัน น้ำส่ายหน้าแล้วเดินตรงไปยังม้าหินอ่อนนั่งลงหยิบเอาสมุดออกมาจดโพยให้ เพื่อนสาวที่ทำตัวห้าวอีกคน
"มึงเตะกูดิอีเล็กเดี๋ยวกูบอกน้ำไม่ให้จดให้มึงนะ"
สองคนนั้นยังไล่ตามเตะก้นกันอยู่ วิ่งมาวนรอบม้าหินอ่อนแล้ว ส่วนเพื่อนคนอื่นๆก็เดินขึ้นห้องไปแล้ว
"เกี่ยวอะไรกับเตะมึงวะไอ้บอท ไอน้ำมันก็เพื่อนกู"
"อ้าว มึงไม่รู้เหรอ มันเป็นเมียกู"
เหมือนได้ยินไม่ชัด เหมือนเป็นแค่เสียงกระซิบแผ่วเบาลอยตามลมมาแต่ทำไมหน้ามันชาหูมันร้อน น้ำเม้มปากแน่นหันขวับกลับไปหาเจ้าของต้นเสียงทันที
"ส้นตีนกูนี่ ไอ้น้ำมันเป็นของกูโว้ย น้ำมึงไปตกลงปลงใจกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ไม่เห็นบอกกู"
เล็กเองก็บ้าจี้ไปตามบอท น้ำหน้าแดงพยายามสูดลมหายใจเข้าท้องให้นานที่สุด เหมือนเลือดมันไม่วิ่งไปที่สมอง คิดอะไรไม่ออก
"ได้กันนานแล้วมึง เรื่องบนเตียงต้องให้กูเล่าด้วยเหรอวะ"
น้ำเองพยายามไหลไปตามกระแสน้ำแม้ในใจเองจะหวั่นไหว เหมือนเอาหัวใจไปอบกรอบแล้วบีบให้เป็นผงแล้วหว่านให้มันปลิวลอยไปกับสายลม เบาหวิวโหวงคว้างอยู่ แต่ปากก็พูดออกไปอย่างนั้น ไม่อยากให้ใครจับได้ ไม่อยากให้ใครสงสัย กลัวใจตัวเองมันจะแสดงอาการออกมามากเกินไป
"ไอ้ห่า มึงนอกใจกูนี่"
"อย่าพูดมากไอ้เล็ก จะเอาไหมโพย"
"เออๆ เอาสิคร้าบ คุณน้ำ น่ารักจริงๆ ไอ้ควายบอทมึงน่ะอย่าหักโหมกับน้ำมันมากนักนะ เดี๋ยวมันโทรม"
"ไอ้เล็ก"
น้ำขึ้นเสียงมือจะแย่งเอาโพยกระดาษที่เพิ่งจะยื่นให้คืนมา แต่เล็กก็เร็วกว่าเพราะวิ่งขึ้นอาคารเรียนไปแล้ว
"ฮ่าๆ กวนตีนที่สุดอีเล็ก"
"บอท ทำไมชอบพูดแบบนี้วะ เดี๋ยวคนก็หาว่าน้ำเป็นอีแอบหรอก"
พูดออกมาเสียงขาดๆหายๆก้มหน้างุดลงมองปลายเท้าตัวเอง
"ฮ่าๆ กลัวไรน้ำ เราเป็นเพื่อนรักกันใครมันก็รู้ ไม่มีใครว่าน้ำแบบนั้นหรอกน่า คิดมาก ไปๆขึ้นเรียนเถอะ"
บอทวิ่งขึ้นไปบนอาคารเรียน ๒ แล้ว อาคารหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จไม่กี่ปี รู้สึกว่าตอนนั้นน้ำกับบอทจะเรียนอยู่ชั้นมัธยมสองเอง ของทุกอย่างยังดูใหม่อยู่ยกเว้นโต๊ะกับเก้าอี้เรียนในห้อง ที่สภาพเหมือนใช้มาร่วมสิบปี อาคารสองมีอยู่สามชั้นรวมใต้ถุนด้วย เวลานับตึกไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนับรวมชั้นแรกทั้งที่มันโล่งใช้พื้นที่ใต้ตึกเป็นหอประชุมเพราะโรงยิมและหอประชุมเหมือนโครงการยังไม่มาในตอนนั้น น้ำเองนั่งนิ่งอยู่มองตามแผ่นหลังของเพื่อนรักที่กำลังตัวปลิววิ่งขึ้นตึกไป
มันอาจจะง่ายกับการที่แค่พูดเล่นกันเพื่อความสนุกปาก หรือแค่คะนองปากไปวันๆ ถ้าหากว่าอีกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้คิดอะไร แต่นี่มันยากเพราะอีกฝ่ายที่คิดก็ไม่รู้ว่าคิดอะไร และเงาดำในใจมันคืออะไรกันแน่
"ว่าไงแม่อีชมพู่ เมื่อคืนบอกว่าอย่ากวนๆเห็นมะเวลามาเรียนแล้วจำอะไรไม่ได้เลย"
พอก้าวขาเข้าห้องไปเสียงเพื่อนรักตัวแสบก็ดังขึ้น บอทพูดออกมาแล้วหัวเราะเสียงดังไม่ใช่มีเสียงเดียวเสียงเพื่อนทั้งห้องอีก น้ำใจเต้นแรงขึ้นมาพยายามเก็บอาการไว้
"อ้าว พ่ออีชมพู่ ทำไมกินในที่ลับไขในที่แจ้งวะ แหมเวลานอนนะสะกิดเอาๆ พอไม่ทำก็บอกนอนไม่หลับ"
น้ำเองก็ไปตามเกมเพื่อนๆหัวเราะกันครืนชอบใจ แต่น้ำเองแสดงอาการออกมาไม่ได้ ให้ใครรู้ไม่ได้ว่ามันไม่เหมือนเดิม แม้แต่ตัวของเขาเอง
"เอากะมัน ไหนมึงบอกรักกูคนเดียวไงไอ้น้ำ นอกใจเฮียเล็กนี่หว่า"
"ถุย อีเล็ก มึงจะเอาอะไรไปแหย่มันวะ เอ๊ะหรือว่าไอ้น้ำจะแหย่อีเล็ก ตกลงใครจะเป็นผัวใครจะเป็นเมียวะ ฮ่าๆๆ กูงง"
"ไอ้ไก่ ส้นตีนเอ้ย"
เล็กวิ่งถลกกระโปรงขึ้นกระโดดข้ามเก้าอี้ไปหมายจะเตะเพื่อนผู้ชายที่รายนั้นเองก็วิ่งหนีอุตลุต ประเด็นถูกเหวี่ยงไปทางฝั่งโน้นแล้ว แต่น้ำเองสีหน้าเริ่มเครียด ไม่เคยเป็นเรื่องนี้แต่ก่อนไม่เคยมาติดอยู่ในใจ มันเป็นเรื่องสนุกที่โดนล้อมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะความสนิทกัน "สองคนนี้มันเป็นผัวเมียกัน" คำๆนี้มันยังใช้ได้มาถึงทุกวันนี้ ไม่เคยรู้สึกอะไร ไม่ได้ใส่ใจ แต่วันนี้มันไม่ใช่อย่างเดิม หัวใจดวงเดียวดวงเก่าดวงนั้นมันกำลังหวั่นไหวไปเพราะคำพูดคำเดิม ท่าทางเดิมๆของเพื่อนที่อยู่รอบกาย แล้วอะไรล่ะที่เปลี่ยนไปในตัวของเรา
"โกรธเหรอน้ำ"
พอไปนั่งที่โต๊ะวางกระเป๋าเป้ลงที่ท้ายเก้าอี้เอาสมุดหนังสือวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นมาวางสายตาก็เหลือบไปมองคนที่นั่งริมหน้าต่าง ตาเขียวขุ่นแสดงความไม่พอใจออกมา บอทเองก็หวั่นในใจเพราะปกติก็เล่นกันแบบนี้เป็นประจำ
"เปล่า"
หันหน้ากลับมาเป็นหนังสือเรียนขึ้น พอดีกับอาจารย์แววเดินเข้ามาในห้องหัวหน้าห้องบอกให้ทำความเคารพ บอทจึงหยุดถามแล้วเปิดหนังสือเรียนหันหน้าเข้ากระดานดำ
"ขอโทษนะน้ำ เราไม่ได้ตั้งใจทำให้น้ำโกรธ"
บอทยื่นสมุดที่เขียนคำขอโทษลายมือขยุกขยุย น้ำเหลือบตาไปมองพอเห็นหัวใจก็ปลิวลอยหายไป ทำไมมันถึงหวั่นไหวได้มากขนาดนี้นะ ทำไมหัวใจมันถึงอ่อนยวบไปได้มากขนาดนี้ เม้มปากแน่น
"ไม่เป็นไร เราไม่ได้โกรธบอท ไม่เคยโกรธ"
ยื่นสมุดกลับคืนไปแต่สายตายังจ้องมองอยู่ที่กระดานดำที่อาจารย์แววกำลังสอนเรื่องเซ็ทอยู่
"ถ้าไม่โกรธทำไมหน้างอ ยิ้มให้เราหน่อยสิ"
บอทเองก็ยื่นสมุดกลับมา
"เรียนอยู่ ยิ้มไม่ได้"
"งั้นคืนนี้เราทำโทษน้ำนะถ้าไม่ยิ้ม"
เขียนตอบโต้กันไปมา พออาจารย์แววหันหน้าออกจากกระดานก็ทำเป็นจดในสมุดจด ที่นั่งของน้ำและบอทนั่งอยู่ท้ายห้องริมหน้าต่าง นักเรียนชั้นมัธยมสี่ของโรงเรียนมีแค่๒๒คน ทั้งที่ตอนเรียนมัธยมต้นมีถึงสามห้อง ห้องละ๓๐กว่า พอจบชั้นมัธยมสามต่างก็แยกย้ายไปเรียนโรงเรียนประจำอำเภอบ้าง เรียนสายอาชีพบ้าง ห้องนี้เป็นผู้หญิงเสีย๑๐คน ที่เหลือเป็นผู้ชายแปดอีกคนตุ้งติ้งหน่อยชื่อ เอ๋ ส่วนอีกคนก็ห้าวเกินชาย เล็กนั่นเอง ตอนเข้ามาเรียนใหม่ๆนักเรียนส่วนใหญ่คือศิษย์เก่าชั้นมัธยมต้นของที่นี่ แต่มีสามสี่คนที่มาจากโรงเรียนประจำหมู่บ้านในตำบล แม้จำนวนคนจะน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะสนิทสนมกัน ต่างก็ยังเหมือนมีอะไรมากั้นไม่ยอมเข้าหากัน ต่างคนต่างเรียน ที่สนิทกันอยู่แล้วก็ไม่ยอมเปิดใจ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็ไม่ได้สนใจเข้าหาเพื่อนที่อยู่มาก่อน พอบอทเขียนตอบกลับมา น้ำเองก็ยิ้มออกมาจนได้ ทำไมมันถึงรู้สึกดีอย่างประหลาดอย่างนี้นะ รู้สึกเหมือนหัวใจมันดีดดิ้นอยู่ภายใน เลือดในกายมันก็สูบฉีดรุนแรงขึ้น ดีใจ
"เลิกเรียนแล้ว รีบกลับเถอะน้ำต้องไปกู้เบ็ดอีก"
บอทยัดหนังสือสวดมนต์ใส่ในกระเป๋าหลังจากที่รวมตัวกันคาบเรียนสุดท้ายที่ใต้ถุนอาคารใหม่เพื่อสวดมนต์ ทำทุกวันจันทร์กับวันศุกร์ สวดมนต์เสร็จก็นั่งฟังผู้อำนวยการบ้าไมโครโฟนพล่ามอีกนานสองนานแล้วค่อยปล่อยให้กลับบ้าน น้ำเองพยักหน้า
"ไอ้น้ำ มึงอยากกินเม็ดบัวไหมเดี๋ยวพรุ่งนี้กูเอามาฝาก"
เสียงของเล็กดังขึ้นเจ้าตัวเดินปรี่เข้ามาหาน้ำที่โต๊ะสะพายย่ามพับขอบกระโปรงขึ้นจนปลายกระโปรงร่นขึ้นดูไม่มีระเบียบ
"มึงจะไปหนองเหรอวันนี้"
"เออไปเอาดอกบัว"
"เอาดิ ไม่ได้กินนานแล้ว"
"แล้วกูล่ะอีเล็ก"
"เสือก มึงกินก้านบัวไปดิ ไอ้น้ำกินเม็ดมันส่วนมึงก็กินก้านมัน"
"โห อีนี่ มึงไม่รู้เหรอ ไอ้น้ำมันกินอะไรกูก็ได้กินเหมือนมันนั่นล่ะ ฮ่าๆๆ"
บอทเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดีไม่ได้สนใจเสียงด่ากราดตามหลังของเล็กเลย น้ำหัวเราะแล้วเดินตามออกไปทั้งคู่เดินออกจากโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ บางคนปั่นจักรยานมาเรียน บางคนก็ขับรถเครื่องมา คนที่ขับรถเครื่องสมัยนั้นถือว่าทางบ้านดูมีฐานะหน่อย พอเลิกเรียนก็ขับโฉบไปตามหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้จีบสาวบ้าง อ่อยหนุ่มบ้างตามประสาเด็กวัยรุ่น
สุริยะแสงระบายสีแดงแสดทั่วท้องฟ้าทางด้านทิศประจิม ท้องฟ้าครามด้านทิศอุดรก็ใสสว่างมีหมู่เมฆาเป็นก้อนๆลอยอยู่สูงแลดูบางเบา วันนี้ไม่มีเค้าของฝน อากาศเย็นสบายลมพัดลู่ยอดข้าวที่ตั้งท้องไปในทิศทางเดียวกัน ร่างของเด็กชายสองคนที่เปลี่ยนแค่เสื้อนักเรียนเป็นเสื้อยืดกำลังเดินก้มๆเงยๆตามคันนาแดดอ่อนทอแสงกระทบร่างจนเห็นเงาที่พาดไปในนายาวโย่งกว่าปกติ เสียงคุยกันหยอกล้อกันดังแว่วมากับสายลม คนหนึ่งเป็นคนกู้เบ็ดคืนจากนาอีกคนเป็นคนถือข้องเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง สายตาที่เฝ้ามองแผ่นหลังกว้างของเพื่อนรักนั้นมันฉายประกายออกมา ประกายของดวงตาที่ทั้งหวงแหน ห่วงหา เอื้ออาทรต่อกัน
ลู่ลมกลิ่นเจ้าพี่ ในใจนี้ก็ไหวเอน
"โกรธเหรอน้ำ"
พอไปนั่งที่โต๊ะวางกระเป๋าเป้ลงที่ท้ายเก้าอี้เอาสมุดหนังสือวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นมาวางสายตาก็เหลือบไปมองคนที่นั่งริมหน้าต่าง ตาเขียวขุ่นแสดงความไม่พอใจออกมา บอทเองก็หวั่นในใจเพราะปกติก็เล่นกันแบบนี้เป็นประจำ
"เปล่า"
หันหน้ากลับมาเป็นหนังสือเรียนขึ้น พอดีกับอาจารย์แววเดินเข้ามาในห้องหัวหน้าห้องบอกให้ทำความเคารพ บอทจึงหยุดถามแล้วเปิดหนังสือเรียนหันหน้าเข้ากระดานดำ
"ขอโทษนะน้ำ เราไม่ได้ตั้งใจทำให้น้ำโกรธ"
บอทยื่นสมุดที่เขียนคำขอโทษลายมือขยุกขยุย น้ำเหลือบตาไปมองพอเห็นหัวใจก็ปลิวลอยหายไป ทำไมมันถึงหวั่นไหวได้มากขนาดนี้นะ ทำไมหัวใจมันถึงอ่อนยวบไปได้มากขนาดนี้ เม้มปากแน่น
"ไม่เป็นไร เราไม่ได้โกรธบอท ไม่เคยโกรธ"
ยื่นสมุดกลับคืนไปแต่สายตายังจ้องมองอยู่ที่กระดานดำที่อาจารย์แววกำลังสอนเรื่องเซ็ทอยู่
"ถ้าไม่โกรธทำไมหน้างอ ยิ้มให้เราหน่อยสิ"
บอทเองก็ยื่นสมุดกลับมา
"เรียนอยู่ ยิ้มไม่ได้"
"งั้นคืนนี้เราทำโทษน้ำนะถ้าไม่ยิ้ม"
เขียนตอบโต้กันไปมา พออาจารย์แววหันหน้าออกจากกระดานก็ทำเป็นจดในสมุดจด ที่นั่งของน้ำและบอทนั่งอยู่ท้ายห้องริมหน้าต่าง นักเรียนชั้นมัธยมสี่ของโรงเรียนมีแค่๒๒คน ทั้งที่ตอนเรียนมัธยมต้นมีถึงสามห้อง ห้องละ๓๐กว่า พอจบชั้นมัธยมสามต่างก็แยกย้ายไปเรียนโรงเรียนประจำอำเภอบ้าง เรียนสายอาชีพบ้าง ห้องนี้เป็นผู้หญิงเสีย๑๐คน ที่เหลือเป็นผู้ชายแปดอีกคนตุ้งติ้งหน่อยชื่อ เอ๋ ส่วนอีกคนก็ห้าวเกินชาย เล็กนั่นเอง ตอนเข้ามาเรียนใหม่ๆนักเรียนส่วนใหญ่คือศิษย์เก่าชั้นมัธยมต้นของที่นี่ แต่มีสามสี่คนที่มาจากโรงเรียนประจำหมู่บ้านในตำบล แม้จำนวนคนจะน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะสนิทสนมกัน ต่างก็ยังเหมือนมีอะไรมากั้นไม่ยอมเข้าหากัน ต่างคนต่างเรียน ที่สนิทกันอยู่แล้วก็ไม่ยอมเปิดใจ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็ไม่ได้สนใจเข้าหาเพื่อนที่อยู่มาก่อน พอบอทเขียนตอบกลับมา น้ำเองก็ยิ้มออกมาจนได้ ทำไมมันถึงรู้สึกดีอย่างประหลาดอย่างนี้นะ รู้สึกเหมือนหัวใจมันดีดดิ้นอยู่ภายใน เลือดในกายมันก็สูบฉีดรุนแรงขึ้น ดีใจ
"เลิกเรียนแล้ว รีบกลับเถอะน้ำต้องไปกู้เบ็ดอีก"
บอทยัดหนังสือสวดมนต์ใส่ในกระเป๋าหลังจากที่รวมตัวกันคาบเรียนสุดท้ายที่ใต้ถุนอาคารใหม่เพื่อสวดมนต์ ทำทุกวันจันทร์กับวันศุกร์ สวดมนต์เสร็จก็นั่งฟังผู้อำนวยการบ้าไมโครโฟนพล่ามอีกนานสองนานแล้วค่อยปล่อยให้กลับบ้าน น้ำเองพยักหน้า
"ไอ้น้ำ มึงอยากกินเม็ดบัวไหมเดี๋ยวพรุ่งนี้กูเอามาฝาก"
เสียงของเล็กดังขึ้นเจ้าตัวเดินปรี่เข้ามาหาน้ำที่โต๊ะสะพายย่ามพับขอบกระโปรงขึ้นจนปลายกระโปรงร่นขึ้นดูไม่มีระเบียบ
"มึงจะไปหนองเหรอวันนี้"
"เออไปเอาดอกบัว"
"เอาดิ ไม่ได้กินนานแล้ว"
"แล้วกูล่ะอีเล็ก"
"เสือก มึงกินก้านบัวไปดิ ไอ้น้ำกินเม็ดมันส่วนมึงก็กินก้านมัน"
"โห อีนี่ มึงไม่รู้เหรอ ไอ้น้ำมันกินอะไรกูก็ได้กินเหมือนมันนั่นล่ะ ฮ่าๆๆ"
บอทเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดีไม่ได้สนใจเสียงด่ากราดตามหลังของเล็กเลย น้ำหัวเราะแล้วเดินตามออกไปทั้งคู่เดินออกจากโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ บางคนปั่นจักรยานมาเรียน บางคนก็ขับรถเครื่องมา คนที่ขับรถเครื่องสมัยนั้นถือว่าทางบ้านดูมีฐานะหน่อย พอเลิกเรียนก็ขับโฉบไปตามหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้จีบสาวบ้าง อ่อยหนุ่มบ้างตามประสาเด็กวัยรุ่น
สุริยะแสงระบายสีแดงแสดทั่วท้องฟ้าทางด้านทิศประจิม ท้องฟ้าครามด้านทิศอุดรก็ใสสว่างมีหมู่เมฆาเป็นก้อนๆลอยอยู่สูงแลดูบางเบา วันนี้ไม่มีเค้าของฝน อากาศเย็นสบายลมพัดลู่ยอดข้าวที่ตั้งท้องไปในทิศทางเดียวกัน ร่างของเด็กชายสองคนที่เปลี่ยนแค่เสื้อนักเรียนเป็นเสื้อยืดกำลังเดินก้มๆเงยๆตามคันนาแดดอ่อนทอแสงกระทบร่างจนเห็นเงาที่พาดไปในนายาวโย่งกว่าปกติ เสียงคุยกันหยอกล้อกันดังแว่วมากับสายลม คนหนึ่งเป็นคนกู้เบ็ดคืนจากนาอีกคนเป็นคนถือข้องเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง สายตาที่เฝ้ามองแผ่นหลังกว้างของเพื่อนรักนั้นมันฉายประกายออกมา ประกายของดวงตาที่ทั้งหวงแหน ห่วงหา เอื้ออาทรต่อกัน
ลู่ลมกลิ่นเจ้าพี่ ในใจนี้ก็ไหวเอน
แดดรอนวักน้ำเล่น น้ำใสเย็นชื่นอุรา
ฟ้าครามงามสดใส ลอยมาไกลหมู่เมฆา
แสงงามฉาบเวหา ทั่วนภาฟ้าสีทอง
เสียงนกแลหมู่กา ทั่วเวหาเรียกกันร้อง
น้ำไหลกระเซ็นฟอง ยิ่งเหลียวมองยิ่งสุขใจ
๒๐ กันยายน ๒๕๔๑
มึงจะรู้ไหมว่ากูรู้สึกแปลกๆนะที่มึงล้อกูกับอีเล็ก ความรู้สึกที่มันแปลกประหลาดไป ทั้งที่กูไม่เคยเป็น อย่าถามว่ามันคืออะไรเพราะกูเองก็ตอบตัวเองไม่ได้ กูคงกลัว กลัวว่าพอเราโตขึ้นต่างคนต่างก็มีหนทางต้องไป กูเข้าใจดี แต่ทำไมไม่รู้สิ กูยังยึดมั่นว่ามึงคือเพื่อนคนเดียวที่กูรักมาก กูยอมทำทุกอย่างเพื่อมึง เอาเป็นว่ากูยอมตายแทนมึงได้ แต่กูไม่ชอบเลยที่มึงเอาเรื่องนี้ไปล้อกูเล่น กูรู้ว่ามึงไม่ได้ตั้งใจ แต่กู ไม่รู้สิ ตอนนี้กูเหมือนกำลังสับสน เป็นนักเรียน ม ปลายนี่มันวุ่นวายขนาดนี้เลยหรือวะ อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ในวันที่กูกับมึงอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่มีความรู้สึกประหลาดๆแบบนี้ ไม่อยากคิดเลยว่าในวันที่เราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ วันข้างหน้ามันจะเป็นยังไง แต่อะไรก็ช่างมึงก็ยังจะเป็นเพื่อนรักของกูเสมอไป วันนี้มึงมานอนบ้านกู มึงคงลืมไปล่ะสิว่าจะทำโทษกู ฮ่าๆ ทำโทษอะไรวะ มึงรู้ไหมว่ากูรอลงอาญาอยู่ ไอ้บ้า มึงหลับไปนานแล้ว ส่วนกูก็นั่งทำการบ้านให้มึงอยู่นี่ไง
วิสัชนา กลิ่นของคนที่รักสิตราตรึงอยู่ในใจตราบชั่วฟ้าดินสลาย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น