ปุจฉา มีสิ่งหนึ่งที่เราค้านต้านทานมันไม่ได้ สิ่งนั้นคืออันใด
๖ ตุลาคม ๒๕๔๑
เมื่อวานไม่ได้เขียนไดอารี่ ไม่รู้สิไม่มีเวลาเขียนเลย กูรีบตื่นมาตั้งแต่เช้า อายว่ะไม่อยากตื่นมาแล้วเจอหน้ามึง กูทำหน้าไม่ถูกไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี เรื่องเมื่อคืนมันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วเสียจนกูตั้งรับไม่ทัน เสียใจไหมที่ทำแบบนั้น จากใจจริงๆนะ ไม่เลยว่ะ กูดีใจเสียอีกที่เมื่อคืนได้ทำแบบนั้นกับมึง สำหรับมึงไม่รู้ว่าทำไปเพราะอยากรู้อยากลองเฉยๆหรือว่าเพราะอะไรอื่นอีก แต่สำหรับกูกูทำไปด้วยใจ ยังจำตอนที่กลับขึ้นมานอนได้ มึงยังกอดกูอยู่เหมือนเดิม กูคงไม่ได้เข้าข้างตัวเองไปใช่ไหม ว่าบางทีมึงอาจจะคิดเหมือนอย่างที่กูกำลังคิด พอแค่นี้ล่ะแม่เรียกแล้ว
เสียงกระดิ่งที่ห้อยอยู่คอวัวในคอกสั่นดังกุ๊งกิ้ง มันสั่นเพราะวัวเองสะบัดหน้าไล่การตอมของแมลงต่างๆ เพลาเช้าตรู่อากาศของวันนี้เย็นกว่าทุกวัน สัญญาณของหน้าหนาวก้าวย่างเข้ามาบอกแล้ว เสียงแม่บุญช่วยร้องเรียกน้ำให้ลงไปช่วยเอาน้ำให้อีกว้างวัวในคอกเพราะเห็นเดินกลับมาจากบ้านของแม่นิ่มนานแล้ว
"ทำไมวันนี้มาเร็ว ทุกทีเห็นแม่นิ่มต้องร้องปลุก"
แม่บุญช่วยเอ่ยถามเมื่อเห็นหน้าบุตรชาย
"เมื่อคืนนอนเร็วน่ะแม่ เออปลาดุกเมื่อคืนตัวเบ้อเร่อเลยนะแม่ คงเป็นแม่มันเบ็ดนี่เกือบหักแน่ะ น้ำขังแยกไว้เพราะกลัวปลาหมอมันจะแทงเอา"
เปลี่ยนเรื่องพูดเบี่ยงประเด็นไปให้มารดาไม่อยากรู้เรื่องเมื่อคืนมากนัก น้ำหยิบนั่นจับนี่ให้เป็นปกติมากที่สุด ตะวันเริ่มทอแสงสีเงินฉาบทั่วแผ่นฟ้าไล่ความมืดสลัวของตอนเช้ามืดไปแล้ว เสียงนกเสียงการ้องระงมอยู่ทั่วบริเวณ เสียงประจำวันของตอนเช้าตรู่ของแต่ละครัวเรือนใกล้เคียงดังขึ้นเป็นปกติอีกครา เหมือนกับเสียงของแม่นิ่มที่ร้องเรียกบุตรชายให้ตื่นจากหลับไหลจากภวังค์ราตรีที่ยาวนาน รู้ไหมแค่ได้ยินเสียงแม่นิ่มร้องเรียกชื่อของเพื่อนรักที่เพิ่งแกะมือออกจากอกมาไม่นาน หัวใจมันสั่นไหวเต้นแรงขึ้นมาทันที
"ไอ้บอท ตื่นได้แล้วจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน น้ำมันยังตื่นแล้วเลย อะไรกัน นอนก็นอนพร้อมกัน ไอ้บอท ไอ้บอด ตื่น"
"โอ๊ยแม่ บงบอดอะไรกันล่ะ ตาออกจะวิ้งๆขนาดนี้ โหตื่นแล้วๆ นอนมองเพดานอยู่"
เสียงลูกชายตอบรับลงมาจากบนเรือน น้ำเองแอบอมยิ้มที่ได้ยินเสียงบอทตอบออกมาแบบนั้น
"ไปเอาฟางมาให้อีน้อย"
"คร้าบคุณแม่นิ่ม ผมทำทุกวันล่ะคร้าบ ร้องเสียงดังแต่เช้านะแม่ ไม่อายแม่บุญช่วยบ้างเหรอ เดี๋ยวเขาก็หาว่ามีลูกชายขยันกว่าบ้านเขาอีกนะ"
"เออ ให้มันได้อย่างนี้ เขารู้กันหมดแล้วล่ะว่าลูกชายบ้านนี้มันขยัน ขยันเสียตัวเป็นขน"
"ฮ่าๆๆ ไม่เอาแล้ว ไปเอาฟางมาให้อีน้อยดีกว่า"
บอทคว้าจักรยานแล้วรีบปั่นออกจากบ้าน ผิวปากเหมือนเดิมทุกเช้า พอปั่นผ่านหน้าบ้านน้ำก็แวะก่อน น้ำเองรู้ตัวแล้วใจเต้นตึกตักหน้าระบายสีเลือดฝาดขึ้นมาทันที
"ไงครับที่รัก หนีกันมาเลยน้า ไม่ยอมปลุก ปล่อยให้ผัวนอนโดนแม่ด่าเลยน้า"
บอทพูดออกมาน้ำเองหัวใจแทบจะระเบิดออกมา เพิ่งรู้ว่าคนที่หัวใจเต้นผิดจังหวะมันคงไม่ต่างกันกับเขาตอนนี้ มันระริกระรัวเร็วจนหายใจตามไม่ทัน หน้าก็แดงฉานออกมาเหมือนเอาพู่กันแต้มชาดมาระบาย น้ำหันหน้ามาหาต้นเสียงแต่ไม่ได้สบตา
"ไม่มองหน้าสามีหน่อยเหรอจ๊ะ"
"บ้าแล้วบอท อย่าพูดไปเชียวเดี๋ยวแม่รู้"
ยอมมองหน้าสบตา แววตาหวานละมุนนั้นมันบาดใจเหลือเกิน ไรหนวดอ่อนๆเหนือริมฝีปากมันเป็นแผงปกคลุมอยู่บางๆ รอยยิ้มที่กระชากใจให้กระตุกไป เพิ่งจะสังเกตว่าเพื่อนรักมีรอยยิ้มมหาเสน่ห์ก็วันนี้เอง
"รู้ก็ดีสิ จะได้ให้แม่นิ่มมาสู่ขอเลย อิอิ รอกินข้าวด้วยนะ เดี๋ยวมากินด้วย"
บอทบ่ายหน้าจักรยานปั่นหนีไปทันที น้ำเองยืนนิ่งยิ้มออกมาหุบไม่ลง ดีใจ ปลื้มใจเหลือเกิน แววตาที่เพื่อนรักมอง ดวงตาที่ฉายประกายแบบนั้นออกมา เขาไม่ได้รังเกียจหรือรู้สึกอะไรอย่างที่คิดไปเลย เรื่องเมื่อคืนก่อนเกิดเหตุกับตอนนี้ เขาเคยมองยังไงเขาก็ฉายแววตาออกมาอยู่อย่างนั้น ใจละลาย มีความสุขเหลือเกิน ทำไมวันนี้ท้องฟ้ามันช่างโปร่งใสสะบายตาจังนะ สีครามของท้องฟ้าที่แหงนมอง ทำไมมันช่างครามสดใสสวยงามเสียเหลือเกิน รอบกายมีแต่กลิ่นอายของความสดชื่นตลบอบอวลไปหมด นี่น่ะหรือเขาเรียกว่าความสุข ได้สัมผัสกับมันแล้วจากที่เคยอยู่แต่ในใจที่อึมครึมอับทึบมานาน วันนี้ฟ้าแห่งใจเปิดออกแล้ว ไม่รู้ว่าเพื่อนรักจะคิดไปไกลหรือใกล้แค่ไหน แต่พอใจแล้ว ไม่อยากรับรู้ว่าภายในใจของเขาจะคิดอย่างไร แค่นี้ก็พอเพียงแล้วที่จะหล่อเลี้ยงใจให้อยู่ต่อไปได้
"เป็นไรวะไอ้น้ำ ยิ้มทั้งวันเลย นี่มึงไปกินอะไรผิดมาป่ะเนี่ย"
เสียงเล็กปลุกให้ตื่นจากภวังค์ น้ำไม่แสดงอาการอะไรออกมามากนัก
"อ้าว กูจะมีความสุขบ้างไม่ได้หรือไงวะเล็ก กูนอนเยอะกูก็ตื่นมาสดชื่นเป็นเรื่องปกติดิวะ"
"เหรอ แต่หน้าตามึงเนี่ยเหมือนคนมีความรักเลยว่ะ ไม่เหมือนคนนอนเยอะเลยสักหน่อย ถ้าหน้าตาเหมือนคนนอนเยอะ โน่นหน้าเหมือนอีเดือนโน่น อีนั่นน่ะนอนเยอะของจริง นอนตั้งแต่สองทุ่ม"
เล็กเองก็ไม่ยอมแพ้พยายามสังเกตหน้าตาของเพื่อนสนิท
"แล้วไอ้บอทมันไปไหนวะ เลิกแถวเสร็จหายไปเลยนะมึง"
"อ้อ บอทไปบ้านจารย์แววน่ะ ไปช่วยขนชีท"
"กูว่ามึงต้องมีอะไรแปลกๆแน่ๆ ทำไมพูดถึงชื่อมันมึงต้องยิ้มด้วยวะไอ้น้ำ มึงรักมันเหรอ"
"เฮ้ย บ้ามึง พูดอะไรเนี่ย"
ทั้งที่พยายามจะไม่แสดงออก พยายามกดบีบความรู้สึกเอาไว้ในใจ แต่ทำไมความรู้สึกดีรู้สึกปลาบปลื้มปีติมันจึงล้นออกมา
"มึงไม่ต้องมาหลอกกูหรอกไอ้น้ำ กูรู้จักมึงดี จริงไหมล่ะ"
เล็กโพล่งออกมาตรงใจแทงเข้ากลางใจ น้ำสะอึกพูดไม่ออก พยายามเบนไปเรื่องอื่นแต่เล็กไม่ยอมหลงประเด็น
"ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้น กูไม่ได้รักมัน มึงเป้นบ้าเหรอเล็ก"
"กูไม่เชื่อ กูดูออกว่ามึงกำลังมีความรัก และจะเป็นคนอื่นไปไม่ได้ เพราะวันๆกูเห็นมึงตัวติดกันกับไอ้บอทไม่มีคนอื่น อย่ามาหลอกกู"
"แล้วยังไง ถ้ากูจะรักมัน แล้วยังไง"
ทนไม่ไหว ไม่รู้จะหนีไปทางไหนดี สรรหาคำพูดหลอกล่อล้านแปดแต่เพื่อนคนนี้ก็ไม่ยอมเชื่อพยายามจะเค้นเอาคำตอบให้ได้ ไม่อยากให้ใครรู้แต่ในเมื่อมันปิดไม่ได้จะให้ทำยังไง
"กูว่าแล้ว กูดูไม่ผิดไปจริงๆ มึงมานี่ไอ้น้ำ"
เล็กลากแขนน้ำเดินขึ้นอาคาร ๒ เดินตรงเข้าไปในห้องสมุดเพราะตอนเช้าๆไม่มีนักเรียนคนไหนจะขยันจัดจนเข้าห้องสมุดแต่เช้าเพื่อค้นคว้าหาตำราอ่าน มีแต่เด็กนักเรียน ม. ต้นบางคนที่มาคอยอ่านนิยายจากหนังสือพิมพ์ที่อาจารย์เวรประจำห้องสมุดจะเอามาใส่ไว้ให้อ่าน แต่นอกนั้นก็ไม่มีใคร
"ไหนมึงเล่าให้กูฟังซิ ว่าเกิดอะไรขึ้น"
เล็กยังเค้นเอาคำตอบอยู่ ทำสีหน้าแววตาทำเหมือนนักสืบขึ้นมา
"อะไรของมึงอีเล็ก กูไม่รู้จะบอกอะไร มันเป็นแค่ความรู้สึก"
"มึงรักมันใช่ไหมล่ะ"
น้ำเม้มปาก ไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้เขาเรียกว่าความรักหรืออะไร
"กูไม่รู้"
"กูสังเกตมึงกับมันมานานแล้ว มึงสองคนมันมีอะไรมากกว่าเพื่อนสนิท กูไม่แน่ใจหรอกจนวันนี้ มึงดูมีความสุขมากมึงรู้ตัวไหม"
"กูผิดปกติใช่ไหมเล็ก มึงอย่าไปบอกใครนะ ถือว่าเห็นแก่กู"
"กูรักมึงเหมือนกันนะน้ำ ถึงกูจะเป็นทอมกูก็รักเพื่อนเหมือนกันนะ ห้องเราไม่มีใครสังเกตหรอก พวกนี้มันโง่จะตาย วันๆคุยแต่เรื่องผัวๆเมียๆ มึงเองก็อย่าไปแสดงอาการออกให้มันมาก"
"ขอบใจว่ะเล็ก กูไม่รู้จริงๆว่าความรู้สึกแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร แต่เวลาที่กูอยู่กับมัน กูรู้สึกดีมาก มีความสุข กูไม่ได้ขออะไรมากนะ แค่อยู่อย่างนี้ไปจนจบ"
"แล้วมันล่ะน้ำ มันรู้สึกแบบมึงไหมล่ะ"
สะอึก พูดไม่ออก นั่นล่ะที่กลัวอยู่ นั่นล่ะที่ทำให้เครียดอยู่ ได้แต่เม้มปากแน่นเข้าหากันหน้าชาความรู้สึกในตอนนี้เหมือนตนเองเป็นผู้ร้ายที่กำลังโดนเจ้าหน้าสอบสวน ไม่ได้กล่าวโทษเพื่อนที่ซักไซร้รุกไล่อยู่ในตอนนี้ แต่ปากที่เอ่ยออกไปมันไม่ใช่ในสิ่งที่ใจอยากจะตอบ
"ไม่รู้สิเล็ก กูไม่รู้มึงอย่าซักกูมากได้ไหม กูไม่รู้จะตอบมึงยังไงดี"
"น้ำ มึงเป็นเพื่อนที่กูรักนะ มีอะไรมึงจะปิดกูได้เหรอ ทีกูยังเล่าทุกอย่างให้มึงฟัง ถ้าเห็นกูยังเป็นเพื่อนมึงอยู่ อย่าปิดกูได้ไหม กูไม่ได้ว่าหรืออะไรกับความรู้สึกของมึงที่มีต่อไอ้บอทมัน แต่กูแค่อยากรู้ว่ามึงคิดอะไรอยู่ เผื่อว่ากูจะทำอะไรให้มึงได้บ้าง"
เล็กเอ่ยออกมาเสียงเย็นขรึม สายตาจ้องมองเพื่อนที่นั่งหน้านิ่งสายตาดูวกวนสับสนอยู่ในตอนนี้
"มึงจะทำอะไรล่ะเล็ก มึงจะทำอะไรให้กู เพราะตัวกูเองยังไม่รู้เลยว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร กูรู้ว่ามึงเป็นเพื่อนรักกู แต่กูก็ไม่ได้ปิดมึง จริงที่กูรู้สึกประหลาดกับบอทมัน แต่กูอธิบายให้มึงฟังไม่ได้ว่ามันคืออะไร มันจะเป็นความรัก หรืออะไรก็ช่าง แต่มึงรู้ไว้กูไม่ได้จะปิดมึงหรือไม่อยากให้มึงรู้"
ความเงียบเข้ามาบดบังเล็กเองเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าไล่ต้อนเพื่อนมากเกินไป เม้มปากเข้าหากันเอื้อมมือไปตบบ่าเพื่อนเบาๆ
"เอาเถอะน้ำ กูขอโทษ กูก็เป็นอย่างนี้ล่ะ มึงอย่าถือสากูเลย กูแค่เป็นห่วง แต่น้ำมึงฟังกูนะ ถ้ามึงรักมัน ก็รักมันอย่าได้อาย หรือเกรงใจใคร มึงไม่ได้ผิดปกติหรือวิปริตผิดเพศ ใครจะว่ายังไงก็ช่าง กูอยู่ข้างมึงเสมอเพื่อน"
น้ำมองหน้าเพื่อนสาวห้าวด้วยสายตาที่ชื่นชม ดีใจที่มีเพื่อนแบบนี้ ไม่คิดว่าเพื่อนต่างหมู่บ้านที่ตอนเรียน ม. ต้นแม้จะอยู่คนละห้องแต่พอมาเรียน ม. ปลายจะสนิทกันได้มากขนาดนี้
"ขอบใจว่ะเล็ก มึงอย่าเพิ่งไปอะไรกับบอทมันล่ะ กูกลัว"
"กลัวว่ามันจะไม่เหมือนเดิมน่ะเหรอ"
"อืม"
"เอาน่า กูดูมันออก มันรักมึงมากนะ แม้จะดูไม่ออกว่ามันเป็นรักแบบไหน เอาเถอะ ไปเรียนเถอะ"
สายลมของเหมันต์แรกพัดมาปะทะหน้า กลิ่นอายของฤดูที่ชื่นชอบกลิ่นของแมกไม้รายรอบพัดมาตามลมนั้น ชื่นใจ หวามในใจ วันนี้แม้จะลำบากใจในบางเรื่องแต่ก็นับว่าเป็นวันที่สุขใจมากวันหนึ่ง พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน พรุ่งนี้หรือวินาทีถัดไปจะเดินจะเป็นไปในทิศทางไหนก็เรื่องของมัน รู้แต่เพียงว่าตอนนี้มีความสุข ถ้าอย่างนั้นก็ขอเสพความสุขนี้ให้ได้นานๆก็พอ
"น้ำข้อนี้เราทำไม่ได้อ่ะ สอนวิธีทำหน่อยสิ"
บอทยื่นหน้ามาใกล้แม้ไม่ใกล้มากแต่กลิ่นลมหายใจนั้นมันแจ่มชัดนัก น้ำเอียงคอไปหาแล้วมองในสมุดจดของบอท
"ทำแบบนี้ เอ็กซ์คูณด้วยวาย แล้วเอาไปหารตัวแปร"
น้ำเองก็ยินดีปรีดาที่จะแสดงวิธีทำให้เพื่อนรักดู บอทเองเอามือวางที่บ่าของน้ำเช่นเคยเหมือนทุกครั้ง ไม่มีใครสงสัย ไม่มีใครแคลงใจ แต่เจ้าของร่างกลับสั่นไหววาบหวามเข้าไปถึงใจ รู้ไหมแค่ได้นั่งใกล้ปล่อยให้ความเงียบมันเข้ามาแทรกผ่านก็ยังมีความสุขเพราะความเงียบนั้นมันทำให้ได้ยินเสียงเขาหายใจ เพราะความเงียบนั้นมันทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ในอกของคนที่นั่งข้างๆ แค่ได้ยินการเคลื่อนไหวของร่างกายก็เป็นสุขแล้ว
"เป็นไรน้ำเหม่อเชียว คิดถึงเรื่องเมื่อคืนเหรอ ไม่ต้องคิดหรอก เดี๋ยวคืนนี้เราจะยืมหนังสือโป๊ไอ้ไก่กลับไปดู เราไปทำเหมือนในหนังสือกันนะ"
น้ำหน้าแดงอายขึ้นมาแต่คนพูดไม่ได้มีอาการอะไรออกมาเลย
"บ้าเหรอบอท"
"ทำไมล่ะ น้ำเป็นเมียเราแล้วนะ จะปฏิเสธผัวเหรอจ๊ะเมียจ๋า"
"ใครบอกเป็นเมีย ยังไม่ได้อะไรกันสักหน่อย"
ตอบออกไปทั้งที่ยังอาย น้ำเองเป็นคนไม่ยอมใครง่ายๆ ที่เขาเรียกว่าปากดี ในใจกับสิ่งที่พูดออกไปมันไม่ตรงกันเลยแม้แต่น้อย ในใจเหมือนกลองที่โดนประโคมตีให้ดังสนั่นหวั่นไหว แต่คำพูดที่เผล่งออกมาท้าทายไม่ยอมกัน
"ก็คืนนี้ไงจ๊ะน้ำจ๋า อิอิ เราไปคุยกับไอ้ไก่ก่อนนะ น้ำเดินไปรอหน้าโรงเรียนนะ"
ต้นอโศกที่รายเรียงอยู่ตั้งแต่ประตูทางเข้าโรงเรียน ลู่ตามลมไปในทิศทางเดียวกันต้นสูงยาวทอดเงาไปตามพื้นถนนซีเมนต์ ทางเข้าโรงเรียนมีถนนเข้าโรงเรียนเป็นเลนเล็กๆสองเลน ตรงกลางก่ออิฐขึ้นเป็นกระถางปลูกดอกเฟื่องฟ้าเป็นแถวยาวไปจนถึงหน้าเสาธง มองจากหน้าโรงเรียนเข้าไปงามวิจิตร เด็กนักเรียนกำลังทยอยเดินออกจากโรงเรียนในตอนเย็น น้ำเองแม้อยากจะอ้าปากด่าบอทไปที่พูดออกมาแบบนั้นแต่ก็ได้แต่ยิ้มพึงพอใจเดินออกจากโรงเรียน ทั้งวันบอทยังเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่เคยทำเคยพูดก็ยังทำเหมือนเดิม ไม่มีอะไรแปลกเปลี่ยนไป เขาคงไม่รู้ว่ายิ่งเขาเหมือนเดิมเท่าใด น้ำเองยิ่งถลาจมดิ่งลงไปมากเท่านั้น แต่กระนั้นก็สุขใจ อิ่มในอกล้นออกจากทรวง ในชีวิตไม่เคยอ้อนวอนร้องขอสิ่งใดจากสิ่งศัดิ์สิทธิ์ในสากลโลกนี้ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงก็ขอให้ความสัมพันธ์ของสองเรามันเป็นไปอย่างนี้ตราบนานเท่านานด้วยเถิด
"น้ำเป็นไรอ่ะ เหมือนมีอะไรในใจป่ะเนี่ย แอบคิดอะไรกับเราป่าว"
บอทเอ่ยขึ้นตอนเดินกลับบ้านกันสองคนตามปกติ เพื่อนรักที่เดินเคียงข้างหน้าแดงเป็นลูกตำลึงไม่ยอมหาย ก้มหน้าไม่ยอมสบตา
"ปะ เปล่านี่บอท เหมือนน้ำจะเป็นหวัด"
ตอบอ้อมแอ้มไปไม่ยอมสบตา
"ไหนเราดูหน่อย ตัวร้อนป่าว"
บอทเองก็รู้ดีว่าน้ำอายเอามือเชยคางให้หันมามองน้ำเองแม้จะอายแต่เพื่อนรักทำถึงขนาดนี้จะมัวมาเอียงอายอยู่ก็กลัวว่าความในใจมันจะเผยออกมา น้ำยอมสบตาของบอท พลันแววตาก็นิ่งค้างอยู่สายตาที่มองประสานกันมันจ้องลึกลงไป แววตาที่ฉายแววออกมามันมีอะไรซ่อนแอบอยู่อย่างยากจะอธิบาย
"ก็ไม่เห็นตัวร้อนนี่ ทำไมหน้าแดงอ่ะ"
"บอท น้ำถามจริงๆนะ เรื่องเมื่อคืนน่ะ"
"หือ ทำไมครับที่รัก"
บอทเองก็ยังล้อเลียนอยู่ทำหน้าทะเล้นใส่ แต่น้ำเองเหมือนพยายามเก็บกดอารมณ์
"ไม่ตลกนะบอท น้ำไม่เล่นด้วยแล้วนะ"
น้ำเสียงเหมือนประชดเดินหนีไปก่อนแล้ว บอทเองยิ้มออกมารีบเดินตามคว้าข้อมือของน้ำเอาไว้
"น้ำ แล้วใครบอกว่าเราทำเล่นๆล่ะ"
"บอท"
หัวใจร่วงลงดิน เคยได้ยินแต่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับรู้สัมผัสว่ามันอย่างไร อาการมันเหมือนกระโดดลงจากหอสูงร่างกายลอยแน่นิ่งอยู่ในอากาศหัวใจหวิวหลุดลอยไปเหมือนลอยอยู่บนปุยเมฆ น้ำเม้มปากแน่น
"ฮ่าๆ ดูทำหน้าเข้า คิดมากน่า ปะรีบกลับเราจะได้ดูหนังสือโป๊กัน ดูซิว่าเขาทำกันยังไง"
แล้วเคยไหมที่ใจหล่นลงพื้นกระแทกหิน อาการมันเหมือนโดดลงจากที่สูงแล้วร่างกระตุกไหวด้วยแรงกระแทกนั้น ไม่เจ็บหรอกแต่มันชา ชาแปลบเข้าไปถึงหัวใจ
"บอทดูไปคนเดียวเถอะ น้ำจะช่วยน้องตักน้ำ"
ตวัดเสียงขึ้นแต่พยายามไม่ให้มันมากไป อาการที่ใจมันสื่อออกมาร่างกายมันควบคุมลำบาก สีหน้า ท่าทางมันช่างพ้องสอดคล้องไปกับนายใหญ่ของร่างคือหัวใจ
"น้ำ เป็นไรอ่ะ โกรธเราเหรอ"
"ไม่นี่บอท น้ำจะไปโกรธบอทเรื่องอะไร"
"น้ำ เรื่องเมื่อคืนน่ะ เราเต็มใจทำนะ"
น้ำนิ่งหยุดก้าวเดิน นิ่งอยากฟัง นิ่งเพราะคำพูดกระแทกหูกระชากใจ
"อืม แล้วไง"
"ก็อยากให้น้ำรู้ว่าน้ำรู้สึกยังไง เราเองก็รู้สึกอย่างนั้นนะ"
"บอท แล้วบอทรู้เหรอว่าน้ำรู้สึกยังไง"
ตาเบิกกว้างอารมณ์ที่เก็บกดมันเอาไว้นานฉายออกมาทางแววตา
"รู้ดิ ทำไมเราจะไม่รู้ รู้ว่าน้ำคิดยังไงกับเรา"
"คิดอะไรบอท พูดให้ดีๆนะ น้ำคิดอะไร"
ไม่มีคำตอบแต่เป็นรอยยิ้มที่ฉายออกมาทางมุมปาก
"ตอบมาสิบอท ว่าน้ำคิดอะไร อะไรที่บอทคิดว่าน้ำรู้สึกยังไง"
เหมือนมีหอกแทงปักอยู่ที่หลังแสบแปลบร้อนรนอยู่ อยากจะรู้ อยากจะกระจ่างใจ
"แน่ใจเหรอน้ำว่าอยากรู้ว่าเรารู้อะไร"
พอเขาย้อนกลับมาน้ำเองที่เป็นฝ่ายสะอึกพูดไม่ออก
"เอาเถอะบอท รีบกลับเถอะ"
เดินนำหน้าไปอีกครั้ง แต่คราวนี้บอทไม่ตามไปดึงข้อมือไว้ ปล่อยให้น้ำเดินห่างออกไปเจ้าตัวยังนิ่งอยู่ที่เดิม เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
"น้ำ เรารักน้ำนะ"
แล้วเคยไหมที่หัวใจร่วงลงพื้นเป็นครั้งที่สามติดกัน อาการมันร้ายแรงกว่าสองครั้งที่แล้ว เหมือนล้มทั้งยืน โสตประสาทดับวูบ เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่มันลอยละลิ่วแว่วดังอยู่ไกลๆ แผ่วเบาเหมือนลอยมากับลม เหมือนดังปุยนุ่นต้องลมลอยไปไม่มีทิศทาง หัวใจเอยก็กำลังเป็นเช่นนั้นอยู่ น้ำแน่นิ่งอยู่กับที่ไม่ไหวติง เม้มปากแน่นจนกรามสั่นไหว
"บอท"
ครางเรียกชื่อออกมาแผ่วเบาเช่นกัน ดีใจหรือ ไม่รู้สิมันมากกว่านั้น มันมากกว่าดีใจแต่ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี อะไรหนอที่ทำให้ใจมันพองคับเต็มอก ดันลมในร่างให้ไล่ขึ้นมาอยู่ที่ลำคอจุกแน่นอยู่ในดวงตา พลันน้ำใสๆก็เอ่อนองออกมา
"อย่าบอกใครนะว่าเราคิดยังไงกับน้ำ ความลับนะน้ำ"
เสียงดังที่ตอนนี้มันกระซิบอยู่ข้างหูทำให้น้ำเม้มปากแน่นหันไปมองหน้าเจ้าของเสียง พร่ามัวไม่แจ่มชัดเพราะม่านน้ำตามาเอ่อนองออกมาบังตา
"ขี้แยอีกแล้วเด็กชายชลเนตร ฮ่าๆๆ อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย ใครรังแกมาเหรอคร้าบ ไหนบอก นายอภิพงศ์ซิ"
จะไม่ให้รักเพื่อนคนนี้ได้ยังไง จะไม่ให้ใจมันคิดเกินเลยได้อย่างไร สิ่งที่เขาพยายามทำหรือแสดงออกมาอยู่ทุกเวลาทุกนาที มันสะสมกลายเป็นความทรงจำที่มีค่าตราตรึงอยู่ในใจไปหมดแล้ว คำพูดทุกคำ น้ำเสียงทุ้ม รอยยิ้มที่แสนจะเปี่ยมเสน่ห์นี้ จะไม่ให้รักได้อย่างไร รักไปแล้ว หมดใจแล้ว น้ำสะอึกน้ำตาตัวเองสุดจะกลั้น เอามือทุบไปที่บ่าของเพื่อนรัก
"อ้าว ไหงมาตีนายอภิพงศ์แบบนี้ล่ะเด็กชายชลเนตร เดี๋ยวเย็นนี้โดนทำโทษน้า"
เสียงหัวเราะของบอททำให้น้ำหยุดร้องไห้ได้ ที่น้ำตาไหลไม่ได้เสียใจหรือปวดใจแต่อย่างใด มันสุข รู้สึกสุขจนล้น มันล้นออกมาทางตา ไม่อยากจะรู้ว่าสิ่งที่เขาเอ่ยออกมามันจะจริงหรือแค่อยากจะปลอบใจ ไม่อยากรับรู้ว่าในใจของเพื่อนรักคิดอะไรอยู่ อยากรู้แค่นี้ แค่ได้ยินแค่นี้ ขอหล่อเลี้ยงหัวใจด้วยคำพูดเหล่านี้ ไหนๆก็รักเพื่อนไปแล้ว เข้าใจความรู้สึกของตัวเองแล้วว่ามันคืออะไร สิ่งที่เรียกมันมาตลอดว่าความรู้สึกที่ประหลาด ตอนนี้รับรู้แล้วว่ามันคือ ความรัก รักจากใจ รักหมดทั้งหัวใจ
ถ้าเราอยู่ในที่สวยงามสักที่หนึ่ง แวดล้อมไปด้วยแมกไม้เขียวขจีดอกไม้นานาพรรณอวดสีสันส่งกลิ่นหอมกระจายฟุ้งไปทั่ว ขอบฟ้าสีครามตัดกับปุยเมฆสีขาวแลดูนุ่มสบายลอยอยู่เป็นกลุ่มๆ รุ้งงามทอแสงหลากสีอยู่ปลายฟ้าทางด้านโน้น เสียงน้ำไหลเอื่อยๆอยู่ข้างๆกาย ลองหลับตาลงเราจะรู้ไหมว่าเราอยู่ในที่แห่งใด อันความสุขเสพได้ด้วยตาก็จริงแต่หากใจเราไม่รับรสรับรู้สัมผัสถึงมัน เราจะยินดีกับสิ่งที่เสพทางตาหรือ คิดว่าความสุขทุกทางผ่านมาที่ใจแล้ว ใจเราก็คัดกรองแยกแยะเอาว่าสิ่งที่กระทบโสตประสาททั้งหลายมันเป็นสุขหรือทุกข์ ถ้าหากสิ่งที่ได้ยินตอนนี้จะแยกให้มันเป็นทุกข์ ก็ทุกข์ จัดให้มันเป็นสุขเราก็สุข แต่อยู่กับสุขก็ดีกว่าทุกข์ เพราะฉะนั้นเราไม่พยายามแยกทุกอย่างให้มันเอนเอียงมาทางด้านสุขเสียมากกว่าทุกข์ล่ะ เราจะได้มีแต่สุขแม้ว่าเรื่องนั้นมันจะระคนไปด้วยทุกข์มากมายสักเพียงไหนก็ตาม
รอนรอนจะลับฟ้าอยู่ปลายทุ่ง รุ่งรุ่งตะวันฉายในใจฉัน
เย็นเย็นสุริยะฉายต้นเหมันต์ ย่ำย่ำเห็นแสงจันฉายอยู่กลางใจ
อันลมปากแผ่วเบากระซิบหู เสียงชายชู้ตรึงหวานรู้หรือไม่
อันคิมหันต์อบร้อนแรงเพียงใด วสันต์ไซร้หลั่งเทมาก็ไม่ปาน
ละลิ่วลับลอยไปในอากาศ ดังมวลธาตุแตกดับยากผสาน
ใจดวงน้อยปลิวลอยในวิมาน แสนสำราญเริงใจได้ยินคำ
วิสัชนา สิ่งนั้นคือกาลเวลานั่นมิใช่หรือ
วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สนิมน้ำค้าง (Stained Glass) บทที่ ๔
ปุจฉา อันหนามทิ่มตำเราเอาเข็มบ่งหนามนั้นออกแล้วความรักทิ่มแทงใจเราเอาอะไรบ่งออกฤๅ
พอถึงวันเข้าพรรษาเสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังก้องอยู่ทั่วสารทิศ เสียงดังคล้ายระเบิดย่อมๆนี่เอง ทางวัดบ้านใหญ่ที่ปีนี้ร่วมใจกันทำเขาวงกตขึ้นมา ชาวบ้านก็พากันไปรออยู่บนศาลาการเปรียญตั้งแต่เย็นแล้ว พระสงฆ์ก็ทำวัตรเย็นไปตามกิจวัตร ส่วนชาวบ้านก็เตรียมดอกไม้ธูปเทียนขึ้นไปรอฟังเทศน์อยู่บนศาลา สมัยก่อนคนแก่จะพาลูกหลานไปนั่งฟังพระเทศน์ด้วย เด็กก็ไปทั้งที่ฟังไม่รู้เรื่อง บางคนก็นอนอยู่ข้างๆตายาย เหมือนไปนอนให้พระท่านเทศน์กล่อมให้หลับ แต่เพิ่งมารู้ตอนโตว่าการที่ได้ไปนอนฟังเทศน์แบบนั้นเหมือนมันจะซึมซับเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจได้ไม่น้อยทีเดียว
“เอาดอกนั้นด้วยสิบอท มันไม่บานมาก”
พอตอนเลิกเรียนก็นั่งซ้อนท้ายรถเครื่องของเล็กไปยังหนองน้ำท้ายหมู่บ้านของเล็ก หมู่บ้านของเล็กห่างออกไปจากหมู่บ้านของน้ำประมาณ ๘ กิโลเมตร ที่บ้านของเล็กรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อนำไปขายในตัวเมืองฐานะทางบ้านจึงดูเหมือนจะดีกว่าใครในห้อง เล็กพาทั้งสองคนลงเรือพายที่จอดเทียบท่าอยู่มีโซ่ล่ามเอาไว้ เล็กเองบอกว่าเป็นของที่บ้านเพราะมีกุญแจไขเอาเรือพายเบนหน้าออกสู่หนองน้ำ หนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่มีบัวหลวงขึ้นแซมอยู่กับผักตบชวาแถบริมฝั่ง ดอกบัวชูคอสล้างมีทั้งตูมทั้งบานทั้งเป็นฝักและที่เพิ่งพ้นจากน้ำ บอทเองเอาไม้ไผ่อันเล็กๆมีเงี่ยงตรงปลายคอยเกี่ยวเอาดอกบัวตามที่น้ำบอก
“ไม่มีใครมาเอาเหรอวะเล็ก ทำไมเลือเยอะจัง”
น้ำถามขึ้นเพลินเพลินกับการแกะเม็ดบัวจากฝักกิน
“มีดิ แต่ตรงนี้มันอยู่ไกลไป ไปดูฝั่งโน้นดิใบก็ไม่เหลือ มึงจะเอาไปเยอะไหมล่ะจะได้พาไปอีกที่”
“ไม่หรอก เอาแต่พอไหว้พระที่บ้านกับที่วัด”
“เออดี เพราะเอาไปเยอะมันกลับลำบาก”
เล็กบอกเพราะต้องขับรถเครื่องไปส่งทั้งสองคนอีก พอได้ดอกบัวตามที่ต้องการเล็กก็ขับรถไปส่งถึงที่บ้าน น้ำชวนให้เล็กอยู่ไหว้พระที่วัดด้วยแต่เล็กกลัวว่ามันจะค่ำเสียก่อนจึงไม่ได้อยู่ด้วย
“อีเล็กนี่มันห้าวจริงๆเลยนะ ดูมันแต่งตัว ยังกะผู้ชาย”
บอทพูดขึ้นหลังจากที่เล็กกลับไปแล้ว
“ก็ดีนี่ เป็นเพื่อนเราจะได้ไม่หญิงมากไงบอท”
“ฮ่าๆ กลัวว่ามันจะไม่มีผัวอ่ะดิ”
“อ้าว ทำไมล่ะ ทำไมมันต้องมีผัว”
“ไม่รู้ดิ ก็เป็นผู้หญิงต้องมีผัว อย่างเราเป็นผู้ชาย สักวันก็ต้องมีเมีย”
น้ำพยักหน้าคิดตามไปด้วย จริงสินะเราเป็นผู้ชาย สักวันก็ต้องมีครอบครัว มีภาระหน้าที่ที่มากกว่าแค่การเรียน มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอีกมามายรออยู่เบื้องหน้า ยิ่งคิดยิ่งมองไม่เห็นวันพรุ่ง น้ำสบัดความคิดออกจากหัว เอาเถอะยังไงๆมันต้องดีกว่านี้สิ น้ำปลอบใจตัวเอง
“คิดอะไรอยู่เหรอน้ำ นิ่งเชียว”
บอทถามขึ้นเพราะเห็นว่าเพื่อนรักนิ่งไปนาน แววตาครุ่นคิดอยู่เหมือนมีอะไรในใจ
“อ้อ เปล่าหรอกบอท น้ำคิดเรื่อยเปื่อย บอท น้ำว่าบางทีน้ำอาจจะไม่แต่งงาน”
“อ้าว ทำไมล่ะน้ำ”
“ไม่รู้สิ เรายังเด็กอยู่นี่จะไปคิดทำไมเรื่องมีเมีย”
“ฮ่าๆๆ ถ้าน้ำไม่อยากมีเมีย มาเป็นเมียเราไหมล่ะ”
หันขวับทันที ไม่รู้ว่ารู้สึกอะไรอยู่ หรือคิดอะไรอยู่กันแน่ เพื่อนคนนี้พยายามปรับบีบใจให้มันไปตามลู่ตามทางของมัน แต่ดูคำพูดที่หลุดออกจากปากแต่ละคำสิยอกใจไปได้ไม่น้อยทีเดียว
“อย่าพูดเล่นนะบอท น้ำเอาจริงขึ้นมาซวยนะจะบอก”
พูดออกไปอย่างนั้นทั้งที่ใจกำลังเต้นระส่ำระสายอยู่ จังหวะของหัวใจที่เต้นแรงเร็วบีบอัดกันให้เลือดวิ่งพล่านไปทั้งกาย แก้มระบายสีออกมาอย่างชัดเจน
“ฮ่าๆๆ เอาดิ งั้นคืนนี้เป็นเมียเราเลยไหม”
บอทเองก็เล่นไม่เลิก น้ำเริ่มจะคุมตัวเองไม่อยู่ ถ้าอ้าปากพูดออกไปเสียงคงสั่นแววตาคงทำให้มันนิ่งไม่ได้ ได้แต่ถอนหายใจออกมา
“คิดมากน่าน้ำเราล้อเล่น แหมหน้าแดงเชียวนะ เราไปเอาฟางมาให้อีน้อยดีกว่า เอออย่าลืมเตรียมดอกบัวไว้ให้ผัวนะจ๊ะเมียจ๋า”
“บอท”
ตาขวางกัดฟันพูดเจ้าตัววิ่งหนีไปแล้ว น้ำเองพอบอทลับหลังไปก็แอบฉายยิ้มออกมา รู้สึกดีกับคำพูดเมื่อครู่อย่างประหลาด เหมือนดอกไม้บานกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ มันร้อนแผดเผาอย่างนั้นแต่ดอกไม้มันก็บานขึ้นได้ เพราะอะไรน้ำเองไม่รู้คำตอบ ไม่อยากเสาะแสวงหาว่าทำไม ทำไมหัวใจของตนถึงรู้สึกยินดีปรีดามากมายเช่นนี้
เสียงประทัดสลับกับเสียงกรีดร้องดังแว่วออกมาจากภายในวัดบ้านใหญ่ยิ่งเข้าใกล้วัดมากเท่าไหร่เสียงนั้นดูเหมือนจะแจ่มชัดมากขึ้น น้ำนั่งซ้อนจักรยานที่บอทเป็นคนปั่นตรงไปยังวัด ในมือกำดอกบัวที่มัดด้วยตอกไม้ไผ่มีถุงธูปเทียนห้อยอยู่ด้วย หมู่บ้านของน้ำไม่ได้ทำเขาวงกตเช่นที่บ้านใหญ่ชาวบ้านจึงแห่มาที่บ้านใหญ่เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนที่ขี้เกียจจะไปไกลจากหมู่บ้านก็ไปไหว้พระที่วัดแทนเช่นเดียวกับแม่ บุญช่วยและแม่นิ่มที่แค่เดินไปไม่กี่สิบเมตรก็ถึงวัดประจำหมู่บ้านแล้ว
“โห ท่าทางคนจะเยอะนะน้ำ”
บอทเอ่ยขึ้นเสียงดังเอี้ยวคอมา
“รีบไหว้แล้วเรีบออกมาเถอะ น้ำไม่อยากอยู่นาน หนวกหู”
“ฮ่าๆ หนวกหูหรือว่ากลัวน้ำ เอาให้แน่”
“ทั้งสองนั่นล่ะ ไหนบอกจะไปดูเบ็ดอีกรอบไง ไม่อยากกลับดึกการบ้านฟิสิกส์ก็ยังไม่ได้ทำนะบอท”
“คร้าบ งั้นเหวี่ยงดอกบัวเข้าไปในเขาวงกตเลยดีไหมน้ำ เราจะได้ไม่ต้องเข้าไปให้เสียเวลา”
แทนคำตอบน้ำเอากำปั้นทุบเข้าไปที่กลางหลัง
“โอ๊ย โหดว่ะน้ำ”
“น้อยไปนะ ย้อนดีนัก”
บรรยากาศภายในวัดเป็นไปอย่างครึกครื้น บรรดาเด็กๆก็พากันเล่นประทัดอยู่ทุกมุมของเขาวงกต ไม้ระแนงถูกปักลงพื้นลานวัดเป็นวงกลมกว้าง ภายในก็มีผู้คนเดินวนหลงทางอยู่ เสียงประทัดจุดไล่ดังอื้ออึงแข่งกับเสียงกรีดร้อง เด็กผู้ชายก็จะแกล้งเด็กผู้หญิง แกล้งคนแก่ไม่ได้เพราะถ้าเผลอไปแกล้งนอกจากจะไม่กรีดร้องให้สมใจอยากแล้ว กลับจะโดนด่าล้วงลึกถึงบรรพชนเป็นได้ น้ำเดินตามหลังบอทไปไม่ยอมห่าง ยอมรับว่าใจเสาะในเรื่องเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงฟ้าร้อง ฟ้าฝ่า หรือแม้แต่เสียงที่กำลังดังอยู่ทั่วบริเวณวัดในตอนนี้ น้ำเองหวาดผวาแต่ก็แกล้งทำเป็นไม่กลัว ไม่สะทกสะท้านเมื่อได้ยิน บอทเองรู้ดีและหาโอกาสแกล้งอยู่ตลอดเวลา
“ไม่แวะไปหาอีเอ๋หน่อยเหรอน้ำ เห็นมันเรียกอยู่นี่”
บอทจับแขนน้ำไว้ตอนออกมาจากเขาวงกต เสียงประทัดดังอื้ออึงให้น้ำประสาทเสียไปกลัวแต่ไม่อยากแสดงอาการอะไรออกมามากนัก พอออกมาได้ก็เดินปรี่จะไปที่จอดจักรยานทันที
“ไม่เอาอ่ะ รีบกลับเถอะต้องไปดูเบ็ดอีกนี่บอทเดี๋ยวยังไงก็เจอมันที่โรงเรียน”
น้ำเดินนำหน้าไม่ยอมเหลียวหลังในใจยังหวาดๆเสียงประทัดอยู่อยากหนีไปให้พ้นจากบริเวณวัด บอทเองหัวเราะร่าอย่างพอใจเดินตามประชิดตัวไม่ยอมห่าง
“ใครน้าบอกไม่กลัว ฮ่าๆ รอเราด้วยดิน้ำจะรีบไปไหนยังไม่สองทุ่มเลย”
“ใครกลัว น้ำไม่ได้กลัว น้ำรำคาญต่างหาก เร็วๆได้ไหมบอท ถ้าไม่เร็วบอทไปเองนะน้ำไม่ไป”
เสียงแข็งห้วนขึ้นทันที แต่บอทเองไม่ได้กลัวแต่อย่างใดทำหน้าทะเล้นใส่อีกต่างหาก
“คร้าบ โหดุจังเว้ย”
บอทเองก็ไม่เคยขัดใจน้ำ ที่จริงไม่เคยงอนเลยเสียด้วยซ้ำ มีแค่เรื่องที่โดดเรียนวันนั้น เป็นครั้งแรกที่บอทรู้สึกน้อยใจไป ในยามวิกาลแม้จะเป็นวันสำคัญที่ชาวบ้านต่างมีกิจกรรมร่วมกันที่วัดกระนั้นไม่เกินสามทุ่มทั่วทั้งหมู่บ้านก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัด มีเพียงเสียงประทัด บั้งตุ้มดังแว่วมา บอทปั่นจักรยานแวะกลับไปที่บ้านก่อนเพื่อเขาอุปกรณ์คือหม้อแบตเตอรี่สำหรับส่องนำทางและข้องเพื่อใส่ปลา น้ำสะพายข้องไว้กับบ่านั่งซ้อนท้ายจักรยาน บอทเองเป็นคนเอาแบตเตอรี่ที่ชาร์จจนเต็มคล้องที่แขนเอาดวงไฟที่ห้อยด้วยสายผ้ายืดผูกไว้ที่กลางหน้าผากสายนั้นรัดแน่นพอดีกับขนาดของศรีษะ ท้องฟ้าโปร่งสว่างไสวไปด้วยหมู่ดาวน้อยใหญ่ ลมกำลังเปลี่ยนทิศพัดเอื่อยๆ อากาศยามค่ำคืนช่างแสนสบายเสียงล้อจักรยานกระทบกับพื้นดินลูกรังที่ขรุขระดังกึกกัก เสียงผิวปากดังแว่วออกมาจากคนปั่นจักรยาน น้ำเองหัวใจล่องลอยไปไกล ความรู้สึกที่แปลกประหลาดนั้นมันไม่ได้หายไปไหน แจ่มชัดขึ้นมาเสียด้วยซ้ำแต่ทว่าไม่ได้กลัวหรือหวั่นใจอะไรแล้ว เหราะความรู้สึกประหลาดนั้นบางทีมันก็มอบให้ซึ่งความสุข สุขมากมายเหลือเกินแค่ได้เพียงชิดใกล้เพื่อนรักคนนี้ ถ้าหากว่ามันสุขแม้มันจะผิดที่อาจจะคิดเลยเถิดไปไกล ก็จะขอเก็บความรู้สึกนั้นไว้ส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจก็แล้วกัน
“น้ำคืนนี้ไปนอนกับเรานะ”
พอจะบ่ายหน้าจะกลับบ้านหลังจากที่กู้เบ็ดคืนมาทั้งหมดแล้ว ปลาติดเบ็ดพอสมควรแม้ไม่มากเท่าตอนก่อนฝนจะตกแต่ก็ถือว่าพอทำกินไปหลายวัน บอทเอ่ยขึ้นไม่ได้เอี้ยวคอมาถามเหมือนเดิมคงเพราะแบ่งคันเบ็ดไปมัดไว้กับเอว ส่วนหนึ่งอีกส่วนแบ่งมาให้น้ำถือตอนนี้เองที่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างน้ำกับบอท เพราะน้ำเอาคันเป็นที่มัดรวมกันไว้ด้านหน้า
“อืม แต่ต้องทำการบ้านด้วยนะ ป้านิ่มไม่ด่าเอาเหรอเดี๋ยวไปเปิดไฟกวนแก”
“เราก็มาทำการบ้านที่บ้านน้ำดิ ข่างล่างอ่ะเสร็จแล้วค่อยไปนอน”
“แล้วทำไมไม่นอนบ้านน้ำเลยล่ะบอท เดินไปเดินมา”
“นอนบ้านน้ำเดี๋ยวไอ้หินมันเห็นดิ ก็เราจะเล่นเป็นผัวเมียกันนี่คืนนี้อ่ะ”
พูดออกมาหน้าตาเฉย น้ำหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา อยากจะตะปบหลังเพื่อนรักหนักๆสักทีแต่ก็ถือเบ็ดอยู่เต็มกำมือไหนจะข้องไส่ปลาอีก
“พูดเหมือนทำเป็น เอาให้แน่เถอะบอท”
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมโต้ตอบออกไปอย่างนั้นทั้งที่ใจมันเต้นระรัวเต้น ดังจนเกรงว่าเพื่อนจะได้ยินเสียด้วยซ้ำแต่ก็ตอบออกไปแล้ว บอทหัวเราะออกมาทันที
“เป็นดิ วันก่อนเราดูหนังสือโป๊กับไอ้ไก่ พอได้ๆน้ำไม่ต้องห่วง ถ้าเราทำไม่เป็นน้ำก็ทำให้เราดิ ไม่เห็นยาก”
“ดูหนังสือโป๊ทำไมไม่บอกบอท ไปแอบดูมาเหรอ”
เบนประเด็นไปเพราะพูดเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้แล้วเพราะกลัวว่าหัวใจจะวายตายเสียก่อน
“ก็ตอนที่น้ำไปห้องสมุดทำรายงานชีวะกับอีเล็กไง มันชวนไปดูที่หลังโรงอาหาร เดี๋ยววันหลังเรายืมมันมาดูกันสองคนนะน้ำ”
ไม่มีเสียงตอบออกมาเพราะตอนนี้หัวใจมันทำงานหนักเกินไปคิดอะไรไม่ออกหรอก มันเต้นแรงสูบฉีดเลือดเสียจนร้อนรุ่มไปทั้งตัว หัวตื้อคอเริ่มแห้ง รู้สึกว่าตัวร้อนเป็นไฟเหมือนจะเป็นไข้ แต่บอทเองก็ยังไม่หยุดพูดพร่ำเพ้อไปเรื่อยๆจนถึงบ้านช่วยกันเก็บคันเบ็ดเอาปลาขังในตุ่ม น้ำเองพยายามก้มหน้าไม่สบตา เพราะตอนนี้สายตามันคงปกปิดอะไรไม่ได้แล้ว ใจหนึ่งอยากให้มันเกิดขึ้นจริง ใจหนึ่งอยากให้บอทแค่คะนองปากพูดเล่นๆ
“ไปอาบน้ำด้วยกันป่ะน้ำ ไปอาบบ้านเราดีกว่าเงียบกว่าบ้านน้ำ”
หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะเดิมน้ำเงยหน้าขึ้นมองสายตาสั่นระริกแต่แค่สบตาอยู่ไม่กี่วินาทีก็หลุบสายตามองไปทางอื่นแก้เขิน
“ทำไมล่ะบอท ทำไมต้องอาบด้วยกัน”
เสียงสั่นจนสังเกตเห็นได้บอทฉายยิ้มออกมา
“อายเหรอน้ำ สั่นเชียวฮ่าๆๆ”
“งั้นไปอาบคนเดียวเลยไป”
เดินหนีไปบอทรีบคว้าข้อมือเอาไว้
“โอ๋ๆ งอนเหรอคร้าบที่รัก ไปถูหลังให้เราหน่อยดิ เหมือนมันมีสิว”
บอทเองก็ไม่ยอมแพ้ ด้วยวัยที่อยากรู้อยากเห็นหรือเพราะหนังสือกระตุ้นใจนั้นทำให้บอทเองก็อยากลองอยากรู้ และถ้าอยากทำอะไรขึ้นมาก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจง่ายๆเช่นกัน น้ำสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกกักมันเอาไว้เผื่อว่าบางทีจังหวะหัวใจจะเป็นปกติลง แต่ไม่เลยใจยิ่งเต้นระรัว ยิ่งสัมผัสจากมือของเพื่อนรัก มันเหมือนมีแรงส่งของพลังงานบางอย่างแผ่กระจายไปทั่วร่าง
“เร็วดิน้ำเหม็นเหงื่อจะแย่แล้วเนี่ย”
“บอทไปก่อน เดี๋ยวเราไปเอาเสื้อผ้าก่อนดิ”
บอทยิ้มออกมายอมปล่อยมือรีบเดินกลับบ้านทันที พูดออกไปแล้ว ตกลงใจไปแล้วแต่ใจทำไมมันไม่ยอมผ่อนจังหวะลงบ้างเลย กลับยิ่งเร่งระรัวเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว พยายามชั่งใจอยู่นานกว่าจะหยิบเสื้อผ้าเดินลงจากบ้านได้ ถอนหายใจออกมาหลายร้อยครั้งแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น อยากลอง ยิ่งกับเพื่อนรักที่ใจมันรู้สึกแปลกๆด้วยแล้ว อยากลอง น้ำตั้งคำถามให้กับตัวเองร้อยคำถาม ถามไปต่างๆนานาว่ามันสมควรหรือไม่ควรคล้อยตามเพื่อนรัก แต่สุดท้ายพาร่างเดินไปยืนอยู่ใต้ถุนบ้านของบอทแล้ว
“โหนึกว่าหลับ จะไปตามแล้วนะเนี่ย”
บอทเอ่ยขึ้นน้ำเสียงยังคงปกติเขานอนเปลือยช่วงบนใส่ผ้าขาวม้าเตรียมพร้อม นอนรออยู่ที่แคร่อย่างอารมณ์ดี ในใจของบอทเองก็เต้นระรัวแต่ด้วยเป็นคนที่คิดอะไรพูดออกไปอย่างนั้นเขาเอง จึงไม่มีอะไรต้องปิดบังความรู้สึกของตัวเอง
“ยังไม่อาบอีกเหรอบอท น้ำอุตส่าห์ถ่วงเวลา”
“ไม่อ่ะ รอน้ำไง ถ่วงเวาทำไมล่ะน้ำ ไหนๆน้ำก็ไปไหนไม่รอดหรอก”
“จะเอาจริงเหรอบอท”
เริ่มลังเลใจที่เป็นนายมันพยายามบีบให้ปากอ้าไปอย่างที่มันต้องการ
“ลองดูไงน้ำ น้ำกลัวเหรอ”
“ใครบอกว่ากลัว กลัวว่าบอทจะติดใจต่างหาก”
การเป็นคนปากไม่ตรงกับใจบางทีมันก็ดีนะ เรื่องบางเรื่องเราเก็บไว้ในใจมันดีกว่าการที่คิดอย่างไรพูดออกไปอย่างนั้น แต่น้ำตอนนี้เหมือนกำลังเอาชนะใจตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่ายิ่งไปท้าทายเพื่อนรัก เขายิ่งจะอยากลองทำ
“ติดใจก็ทำกันทุกคืนไง ไม่เห็นยาก”
“บ้าเหรอบอท”
หน้าแดงไม่ยอมหายบอทลุกขึ้นจากแคร่จูงแขนน้ำเดินเข้าห้องน้ำไป ไฟสีส้มในห้องน้ำที่มีตุ่มรองน้ำไว้สำหรับอาบน้ำและโถซ้วมซึมอยู่อีกผั่ง ส่องแสงสว่างพอที่จะให้เห็นว่าเด็กทั้งสองมีปฏิกริยาทางร่างกายที่เปลี่ยนไป จากสีหน้าที่แดงฉานทั้งสองคน เป้ากางเกงของน้ำที่นูนเด่นขึ้นมามันยากที่จะบังคับให้มันสงบลง มันดีดขึ้นมาเองตามแรงสูบฉีดของเลือด ส่วนบอทเองอวัยวะส่วนนั้นมันชูชันขึ้นมาอย่างยากจะปิดบังเพราะเขาพันเอวไว้ด้วยผ้าขาวม้าเพียงเท่านั้น น้ำพยายามหลบตาเม้มปากแน่น ใจเต้นแรงจนแผ่นอกกระเพื่อมไหวอย่างเห็นได้ชัด บอทเองก็ไม่ต่างกัน บอทดึงแขนน้ำเข้าไปใกล้ๆนั่งลงบนปากตุ่ม น้ำขืนตัวไว้ในตอนแรกแต่ก็ปล่อยให้มันเลยตามเลยไป
“น้ำ”
เสียงสั่นลอดออกมาจากลำคอ บอทเองฉายแววตาแสดงความต้องการออกมา เด็กในวัยนี้เรื่องเพศถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระเปลี่ยนมานานแล้ว แต่ความรู้สึกอยากสัมผัสลิ้มลองรสชาติของมันเพิ่งจะมีแสดงอาการก็ช่วงเวลานี้เอง บอทโอบเอวของน้ำเอาไว้เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเรียวเล็กที่ก้มหน้างุดอยู่ น้ำยอมสบสายตาจนได้ เหมือนมีแรงส่งของไฟฟ้าสถิตย์แค่เพียงสบตากันความวาบหวามก็แล่นไปสู่ใจ จ้องมองกันอยู่อย่างนั้นพยายามอ่านความในใจผ่านทางสายตา บอทดึงหน้าน้ำให้เข้ามาใกล้ๆ
“น้ำ”
เสียงนั้นยังก้องอยู่ในโสตประสาทที่เหมือนจะลอยละลิ่วไปไกลแสนไกลแล้ว เสียงที่แว่วแผ่วเบาลอยมากับสายลม กลิ่นลมหายใจมันจ่ออยู่แค่ปลายจมูก กลิ่นไอของลมหายใจถูกสูดเข้าไปในปอด ริมฝีปากหนาเผยอออกจากกัน สัมผัสแรกที่จงใจทำแค่พอแตะริมฝีปากเข้าหากันน้ำก็กระตุกร่างสั่นไหว หัวใจอ่อนละลายไป บอทเองดึงตัวน้ำให้เข้าใกล้ยิ่งกว่าเดิมกระชับเอวประทับริมฝีปากเข้าหากัน น้ำเองก็ไม่ขืนตัวไว้แล้ว แรงส่งจากภายในกระตุ้นการกระทำเป็นอย่างดี ตอนแรกแค่เอาริมฝีปากเม้มอีกฝ่ายไปมาแต่พอเริ่มเอาลิ้นออกมาต่อสู้กันในโพรงปากความแปลกใหม่หฤหรรษ์ก็เข้ามาแทนที่ ร่างเบียดร่างปากบดบี้ขยี้กัน บอทดึงเอาผ้าขาวม้าออกจากตัวดึงกางเกงดึงเสื้อน้ำออกจากร่างเหมือนกัน ร่างที่เปลือยเปล่าทั้งสองร่างกำลังก่ายกอดกัน ความต้องการจากภายในแสดงออกมาอย่างชัดเจน
“น้ำดูดให้เราหน่อยสิ”
บอทถอนหน้าออกจากน้ำส่งสายตาวิงวอน
“ทำไม่เป็น”
เสียงสั่นเครือออกมาสายตาวาบหวามนัก
“ดูดเหมือนไอติมไงน้ำ”
“บอททำให้เราดูก่อนดิ เดี๋ยวเราทำให้”
“อืม”
บอทเปลี่ยนให้น้ำนั่งลงบนปากตุ่มแทนแล้วโก่งโค้งลง ชั่งใจอยู่นานกับสิ่งที่จ่ออยู่ต่อหน้า สิ่งนี้หรือที่เราจะเอาปากเข้าไปครอบเอาลิ้นลงดูดเลีย แต่อารมณ์ที่กระพือดังไฟลามในทุ่งต้องสายลม มันจะไม่ดับมอดไปถ้าหากว่าพระพิรุณยังไม่โปรยปรายมาระงับดับมัน บอทยอมอ้าปากออกแล้วกลืนแท่งเนื้อนั้นเข้าไปในปากอย่างแผ่วเบา
“อา บอท”
น้ำตัวงอจิกหัวของเพื่อนรักเอาไว้แน่นหน้าตาบูดเบี้ยวเหมือนเจ็บปวดทรมาน เสียงครางที่ลอดคอออกมามันไม่ได้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่มันคือความหรรษาพึงใจกับสัมผัสอุ่นเปียกตรงหว่างขานั้น
“บอท น้ำ น้ำ ไม่ไหวแล้ว”
งอตัวลงมือยังจิกอยู่ที่เส้นผมของเพื่อนรักที่ไม่ยอมถอนปากออกง่ายๆร่าง ของน้ำกระตุกสั่นไหวทุกส่วนในร่างกายเกร็งแข็ง บอทเองยอมถอนปากออกมาบ้วนของเหลวที่ออกจาร่างของน้ำที่อมไว้ในปากทิ้ง
“โห เยอะมากน้ำ คาวว่ะ”
บอทเอาขันน้ำในตุ่มตักขึ้นมาบ้วนปากน้ำเองนั่งตัวเกร็งอยู่ ความรู้สึกประหลาดที่มีซ่อนอยู่เบื้องลึกของใจตอนนี้มันเด่นชัดขึ้นมา สิ่งที่ทำไม่ใช่แค่ความคะนองอยากรู้อยากลองแต่มันคือสัมผัสของบางอย่างใน หัวใจ
“ทำให้เราบ้างดิน้ำ”
บอทบอกแล้วนั่งลงปากตุ่ม น้ำเองก็ยอมทำแต่โดยดี ยิ่งเห็นหนั่นเนื้อนั้นของเพื่อนรักใจยิ่งหวิวสยิวเข้าไปในทรวง น้ำอ้าปากทำอย่างที่บอททำให้เมื่อครู่ ลากลิ้นผ่านอย่างแผ่วเบา
“อูยน้ำ เสียว”
บอทครางออกมาจากในลำคอกัดฟันแน่นตัวเริ่มเกร็ง พอกลืนท่อนเนื้อนั้นเข้าไปในปากก็ขยับไปมา เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องสอนมันเป็นเองทั้งที่ไม่เคยทำกับใครหรือดูสิ่งยั่วใจมาก่อน แค่คิดว่าอยากจะถนอมทุกส่วนมนร่างกายของเพื่อนรักคนนี้ให้ดีที่สุด ทำอย่างเต็มใจออกมาจากใจ บอทเกร็งตัวเอามือจิกหัวเหมือนกับน้ำ
“น้ำ น้ำ เราไม่ไหวแล้ว อ่า”
ร่างของบอทกระตุกสองสามทีของเหลวที่ปล่อยเข้าไปในโพรงปากของน้ำเขาไม่บ้วนทิ้งกลืนกินลงคอไปหมดแล้ว
“อัวะ”
รีบถอนปากออกจากหว่างขาของบอท อาเจียนออกมาทันที
“น้ำ”
“อ่า อ๊วะ อั๊วะ”
น้ำหูน้ำตาไหลออกมา กลิ่นคาวที่คลุ้งอยู่ในคอตีขึ้นจมูก น้ำนั่งลงกับพื้นมีบอทคอยลูบหลังให้ เอาของในท้องออกมาจนหมดไส้หมดพุงจึงยอมหยุด น้ำตาไหลออกมาเพราะแรงดันจากการอาเจียน
“ฮ่าๆ ใครให้กินล่ะน้ำ คาวจะตาย มาๆเราล้างตัวให้”
บอทหวัเราะอย่างอารมณ์ดี ส่วนน้ำได้แต่ส่ายหน้ายืนนิ่งให้บอทเป็นคนอาบน้ำให้
ราตรีในหน้าหนาวที่ใกล้เข้ามามันยาวนานกว่าเพลากลางวัน ราตรีที่มีแต่เราสองอยากให้มันยาวนานอย่างนี้ไปทุกฤดูกาล ถ้าหากมีแต่เราอยากให้อะไรๆมันยืนยาวนานไปหมดทุกอย่าง ดาราบนแผ่นฟ้าสีดำส่องแสงระยิบระยับ ทางช้างเผือกสีขาวนวลตาทอดยาวผ่านฟ้ามืดดำนั้น ใจเอยจะดาวดวงไหนหรืออีกกี่สิบทางช้างเผือกมาหล่อหลอมรวมกันมันยังไม่สว่างเท่าความรู้สึกในใจที่เกิดขึ้นตอนนี้เลย
วิสัชนา ถ้ารักทิ่มแทงใจก็ให้เอารักนั้นบ่งออก แต่รักเอยหากได้ทิ่มแทงใจใครแล้วรู้ไว้เถิดมันไม่หายไปไหนหรอกหนา ต่อให้ควักใจออกมาบีบให้แตกสลายแต่รอยรักนั้นจะเจืออยู่ทุกอณูไม่ใช่หรือ
พอถึงวันเข้าพรรษาเสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังก้องอยู่ทั่วสารทิศ เสียงดังคล้ายระเบิดย่อมๆนี่เอง ทางวัดบ้านใหญ่ที่ปีนี้ร่วมใจกันทำเขาวงกตขึ้นมา ชาวบ้านก็พากันไปรออยู่บนศาลาการเปรียญตั้งแต่เย็นแล้ว พระสงฆ์ก็ทำวัตรเย็นไปตามกิจวัตร ส่วนชาวบ้านก็เตรียมดอกไม้ธูปเทียนขึ้นไปรอฟังเทศน์อยู่บนศาลา สมัยก่อนคนแก่จะพาลูกหลานไปนั่งฟังพระเทศน์ด้วย เด็กก็ไปทั้งที่ฟังไม่รู้เรื่อง บางคนก็นอนอยู่ข้างๆตายาย เหมือนไปนอนให้พระท่านเทศน์กล่อมให้หลับ แต่เพิ่งมารู้ตอนโตว่าการที่ได้ไปนอนฟังเทศน์แบบนั้นเหมือนมันจะซึมซับเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจได้ไม่น้อยทีเดียว
“เอาดอกนั้นด้วยสิบอท มันไม่บานมาก”
พอตอนเลิกเรียนก็นั่งซ้อนท้ายรถเครื่องของเล็กไปยังหนองน้ำท้ายหมู่บ้านของเล็ก หมู่บ้านของเล็กห่างออกไปจากหมู่บ้านของน้ำประมาณ ๘ กิโลเมตร ที่บ้านของเล็กรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อนำไปขายในตัวเมืองฐานะทางบ้านจึงดูเหมือนจะดีกว่าใครในห้อง เล็กพาทั้งสองคนลงเรือพายที่จอดเทียบท่าอยู่มีโซ่ล่ามเอาไว้ เล็กเองบอกว่าเป็นของที่บ้านเพราะมีกุญแจไขเอาเรือพายเบนหน้าออกสู่หนองน้ำ หนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่มีบัวหลวงขึ้นแซมอยู่กับผักตบชวาแถบริมฝั่ง ดอกบัวชูคอสล้างมีทั้งตูมทั้งบานทั้งเป็นฝักและที่เพิ่งพ้นจากน้ำ บอทเองเอาไม้ไผ่อันเล็กๆมีเงี่ยงตรงปลายคอยเกี่ยวเอาดอกบัวตามที่น้ำบอก
“ไม่มีใครมาเอาเหรอวะเล็ก ทำไมเลือเยอะจัง”
น้ำถามขึ้นเพลินเพลินกับการแกะเม็ดบัวจากฝักกิน
“มีดิ แต่ตรงนี้มันอยู่ไกลไป ไปดูฝั่งโน้นดิใบก็ไม่เหลือ มึงจะเอาไปเยอะไหมล่ะจะได้พาไปอีกที่”
“ไม่หรอก เอาแต่พอไหว้พระที่บ้านกับที่วัด”
“เออดี เพราะเอาไปเยอะมันกลับลำบาก”
เล็กบอกเพราะต้องขับรถเครื่องไปส่งทั้งสองคนอีก พอได้ดอกบัวตามที่ต้องการเล็กก็ขับรถไปส่งถึงที่บ้าน น้ำชวนให้เล็กอยู่ไหว้พระที่วัดด้วยแต่เล็กกลัวว่ามันจะค่ำเสียก่อนจึงไม่ได้อยู่ด้วย
“อีเล็กนี่มันห้าวจริงๆเลยนะ ดูมันแต่งตัว ยังกะผู้ชาย”
บอทพูดขึ้นหลังจากที่เล็กกลับไปแล้ว
“ก็ดีนี่ เป็นเพื่อนเราจะได้ไม่หญิงมากไงบอท”
“ฮ่าๆ กลัวว่ามันจะไม่มีผัวอ่ะดิ”
“อ้าว ทำไมล่ะ ทำไมมันต้องมีผัว”
“ไม่รู้ดิ ก็เป็นผู้หญิงต้องมีผัว อย่างเราเป็นผู้ชาย สักวันก็ต้องมีเมีย”
น้ำพยักหน้าคิดตามไปด้วย จริงสินะเราเป็นผู้ชาย สักวันก็ต้องมีครอบครัว มีภาระหน้าที่ที่มากกว่าแค่การเรียน มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอีกมามายรออยู่เบื้องหน้า ยิ่งคิดยิ่งมองไม่เห็นวันพรุ่ง น้ำสบัดความคิดออกจากหัว เอาเถอะยังไงๆมันต้องดีกว่านี้สิ น้ำปลอบใจตัวเอง
“คิดอะไรอยู่เหรอน้ำ นิ่งเชียว”
บอทถามขึ้นเพราะเห็นว่าเพื่อนรักนิ่งไปนาน แววตาครุ่นคิดอยู่เหมือนมีอะไรในใจ
“อ้อ เปล่าหรอกบอท น้ำคิดเรื่อยเปื่อย บอท น้ำว่าบางทีน้ำอาจจะไม่แต่งงาน”
“อ้าว ทำไมล่ะน้ำ”
“ไม่รู้สิ เรายังเด็กอยู่นี่จะไปคิดทำไมเรื่องมีเมีย”
“ฮ่าๆๆ ถ้าน้ำไม่อยากมีเมีย มาเป็นเมียเราไหมล่ะ”
หันขวับทันที ไม่รู้ว่ารู้สึกอะไรอยู่ หรือคิดอะไรอยู่กันแน่ เพื่อนคนนี้พยายามปรับบีบใจให้มันไปตามลู่ตามทางของมัน แต่ดูคำพูดที่หลุดออกจากปากแต่ละคำสิยอกใจไปได้ไม่น้อยทีเดียว
“อย่าพูดเล่นนะบอท น้ำเอาจริงขึ้นมาซวยนะจะบอก”
พูดออกไปอย่างนั้นทั้งที่ใจกำลังเต้นระส่ำระสายอยู่ จังหวะของหัวใจที่เต้นแรงเร็วบีบอัดกันให้เลือดวิ่งพล่านไปทั้งกาย แก้มระบายสีออกมาอย่างชัดเจน
“ฮ่าๆๆ เอาดิ งั้นคืนนี้เป็นเมียเราเลยไหม”
บอทเองก็เล่นไม่เลิก น้ำเริ่มจะคุมตัวเองไม่อยู่ ถ้าอ้าปากพูดออกไปเสียงคงสั่นแววตาคงทำให้มันนิ่งไม่ได้ ได้แต่ถอนหายใจออกมา
“คิดมากน่าน้ำเราล้อเล่น แหมหน้าแดงเชียวนะ เราไปเอาฟางมาให้อีน้อยดีกว่า เอออย่าลืมเตรียมดอกบัวไว้ให้ผัวนะจ๊ะเมียจ๋า”
“บอท”
ตาขวางกัดฟันพูดเจ้าตัววิ่งหนีไปแล้ว น้ำเองพอบอทลับหลังไปก็แอบฉายยิ้มออกมา รู้สึกดีกับคำพูดเมื่อครู่อย่างประหลาด เหมือนดอกไม้บานกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ มันร้อนแผดเผาอย่างนั้นแต่ดอกไม้มันก็บานขึ้นได้ เพราะอะไรน้ำเองไม่รู้คำตอบ ไม่อยากเสาะแสวงหาว่าทำไม ทำไมหัวใจของตนถึงรู้สึกยินดีปรีดามากมายเช่นนี้
เสียงประทัดสลับกับเสียงกรีดร้องดังแว่วออกมาจากภายในวัดบ้านใหญ่ยิ่งเข้าใกล้วัดมากเท่าไหร่เสียงนั้นดูเหมือนจะแจ่มชัดมากขึ้น น้ำนั่งซ้อนจักรยานที่บอทเป็นคนปั่นตรงไปยังวัด ในมือกำดอกบัวที่มัดด้วยตอกไม้ไผ่มีถุงธูปเทียนห้อยอยู่ด้วย หมู่บ้านของน้ำไม่ได้ทำเขาวงกตเช่นที่บ้านใหญ่ชาวบ้านจึงแห่มาที่บ้านใหญ่เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนที่ขี้เกียจจะไปไกลจากหมู่บ้านก็ไปไหว้พระที่วัดแทนเช่นเดียวกับแม่ บุญช่วยและแม่นิ่มที่แค่เดินไปไม่กี่สิบเมตรก็ถึงวัดประจำหมู่บ้านแล้ว
“โห ท่าทางคนจะเยอะนะน้ำ”
บอทเอ่ยขึ้นเสียงดังเอี้ยวคอมา
“รีบไหว้แล้วเรีบออกมาเถอะ น้ำไม่อยากอยู่นาน หนวกหู”
“ฮ่าๆ หนวกหูหรือว่ากลัวน้ำ เอาให้แน่”
“ทั้งสองนั่นล่ะ ไหนบอกจะไปดูเบ็ดอีกรอบไง ไม่อยากกลับดึกการบ้านฟิสิกส์ก็ยังไม่ได้ทำนะบอท”
“คร้าบ งั้นเหวี่ยงดอกบัวเข้าไปในเขาวงกตเลยดีไหมน้ำ เราจะได้ไม่ต้องเข้าไปให้เสียเวลา”
แทนคำตอบน้ำเอากำปั้นทุบเข้าไปที่กลางหลัง
“โอ๊ย โหดว่ะน้ำ”
“น้อยไปนะ ย้อนดีนัก”
บรรยากาศภายในวัดเป็นไปอย่างครึกครื้น บรรดาเด็กๆก็พากันเล่นประทัดอยู่ทุกมุมของเขาวงกต ไม้ระแนงถูกปักลงพื้นลานวัดเป็นวงกลมกว้าง ภายในก็มีผู้คนเดินวนหลงทางอยู่ เสียงประทัดจุดไล่ดังอื้ออึงแข่งกับเสียงกรีดร้อง เด็กผู้ชายก็จะแกล้งเด็กผู้หญิง แกล้งคนแก่ไม่ได้เพราะถ้าเผลอไปแกล้งนอกจากจะไม่กรีดร้องให้สมใจอยากแล้ว กลับจะโดนด่าล้วงลึกถึงบรรพชนเป็นได้ น้ำเดินตามหลังบอทไปไม่ยอมห่าง ยอมรับว่าใจเสาะในเรื่องเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงฟ้าร้อง ฟ้าฝ่า หรือแม้แต่เสียงที่กำลังดังอยู่ทั่วบริเวณวัดในตอนนี้ น้ำเองหวาดผวาแต่ก็แกล้งทำเป็นไม่กลัว ไม่สะทกสะท้านเมื่อได้ยิน บอทเองรู้ดีและหาโอกาสแกล้งอยู่ตลอดเวลา
“ไม่แวะไปหาอีเอ๋หน่อยเหรอน้ำ เห็นมันเรียกอยู่นี่”
บอทจับแขนน้ำไว้ตอนออกมาจากเขาวงกต เสียงประทัดดังอื้ออึงให้น้ำประสาทเสียไปกลัวแต่ไม่อยากแสดงอาการอะไรออกมามากนัก พอออกมาได้ก็เดินปรี่จะไปที่จอดจักรยานทันที
“ไม่เอาอ่ะ รีบกลับเถอะต้องไปดูเบ็ดอีกนี่บอทเดี๋ยวยังไงก็เจอมันที่โรงเรียน”
น้ำเดินนำหน้าไม่ยอมเหลียวหลังในใจยังหวาดๆเสียงประทัดอยู่อยากหนีไปให้พ้นจากบริเวณวัด บอทเองหัวเราะร่าอย่างพอใจเดินตามประชิดตัวไม่ยอมห่าง
“ใครน้าบอกไม่กลัว ฮ่าๆ รอเราด้วยดิน้ำจะรีบไปไหนยังไม่สองทุ่มเลย”
“ใครกลัว น้ำไม่ได้กลัว น้ำรำคาญต่างหาก เร็วๆได้ไหมบอท ถ้าไม่เร็วบอทไปเองนะน้ำไม่ไป”
เสียงแข็งห้วนขึ้นทันที แต่บอทเองไม่ได้กลัวแต่อย่างใดทำหน้าทะเล้นใส่อีกต่างหาก
“คร้าบ โหดุจังเว้ย”
บอทเองก็ไม่เคยขัดใจน้ำ ที่จริงไม่เคยงอนเลยเสียด้วยซ้ำ มีแค่เรื่องที่โดดเรียนวันนั้น เป็นครั้งแรกที่บอทรู้สึกน้อยใจไป ในยามวิกาลแม้จะเป็นวันสำคัญที่ชาวบ้านต่างมีกิจกรรมร่วมกันที่วัดกระนั้นไม่เกินสามทุ่มทั่วทั้งหมู่บ้านก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัด มีเพียงเสียงประทัด บั้งตุ้มดังแว่วมา บอทปั่นจักรยานแวะกลับไปที่บ้านก่อนเพื่อเขาอุปกรณ์คือหม้อแบตเตอรี่สำหรับส่องนำทางและข้องเพื่อใส่ปลา น้ำสะพายข้องไว้กับบ่านั่งซ้อนท้ายจักรยาน บอทเองเป็นคนเอาแบตเตอรี่ที่ชาร์จจนเต็มคล้องที่แขนเอาดวงไฟที่ห้อยด้วยสายผ้ายืดผูกไว้ที่กลางหน้าผากสายนั้นรัดแน่นพอดีกับขนาดของศรีษะ ท้องฟ้าโปร่งสว่างไสวไปด้วยหมู่ดาวน้อยใหญ่ ลมกำลังเปลี่ยนทิศพัดเอื่อยๆ อากาศยามค่ำคืนช่างแสนสบายเสียงล้อจักรยานกระทบกับพื้นดินลูกรังที่ขรุขระดังกึกกัก เสียงผิวปากดังแว่วออกมาจากคนปั่นจักรยาน น้ำเองหัวใจล่องลอยไปไกล ความรู้สึกที่แปลกประหลาดนั้นมันไม่ได้หายไปไหน แจ่มชัดขึ้นมาเสียด้วยซ้ำแต่ทว่าไม่ได้กลัวหรือหวั่นใจอะไรแล้ว เหราะความรู้สึกประหลาดนั้นบางทีมันก็มอบให้ซึ่งความสุข สุขมากมายเหลือเกินแค่ได้เพียงชิดใกล้เพื่อนรักคนนี้ ถ้าหากว่ามันสุขแม้มันจะผิดที่อาจจะคิดเลยเถิดไปไกล ก็จะขอเก็บความรู้สึกนั้นไว้ส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจก็แล้วกัน
“น้ำคืนนี้ไปนอนกับเรานะ”
พอจะบ่ายหน้าจะกลับบ้านหลังจากที่กู้เบ็ดคืนมาทั้งหมดแล้ว ปลาติดเบ็ดพอสมควรแม้ไม่มากเท่าตอนก่อนฝนจะตกแต่ก็ถือว่าพอทำกินไปหลายวัน บอทเอ่ยขึ้นไม่ได้เอี้ยวคอมาถามเหมือนเดิมคงเพราะแบ่งคันเบ็ดไปมัดไว้กับเอว ส่วนหนึ่งอีกส่วนแบ่งมาให้น้ำถือตอนนี้เองที่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างน้ำกับบอท เพราะน้ำเอาคันเป็นที่มัดรวมกันไว้ด้านหน้า
“อืม แต่ต้องทำการบ้านด้วยนะ ป้านิ่มไม่ด่าเอาเหรอเดี๋ยวไปเปิดไฟกวนแก”
“เราก็มาทำการบ้านที่บ้านน้ำดิ ข่างล่างอ่ะเสร็จแล้วค่อยไปนอน”
“แล้วทำไมไม่นอนบ้านน้ำเลยล่ะบอท เดินไปเดินมา”
“นอนบ้านน้ำเดี๋ยวไอ้หินมันเห็นดิ ก็เราจะเล่นเป็นผัวเมียกันนี่คืนนี้อ่ะ”
พูดออกมาหน้าตาเฉย น้ำหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา อยากจะตะปบหลังเพื่อนรักหนักๆสักทีแต่ก็ถือเบ็ดอยู่เต็มกำมือไหนจะข้องไส่ปลาอีก
“พูดเหมือนทำเป็น เอาให้แน่เถอะบอท”
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมโต้ตอบออกไปอย่างนั้นทั้งที่ใจมันเต้นระรัวเต้น ดังจนเกรงว่าเพื่อนจะได้ยินเสียด้วยซ้ำแต่ก็ตอบออกไปแล้ว บอทหัวเราะออกมาทันที
“เป็นดิ วันก่อนเราดูหนังสือโป๊กับไอ้ไก่ พอได้ๆน้ำไม่ต้องห่วง ถ้าเราทำไม่เป็นน้ำก็ทำให้เราดิ ไม่เห็นยาก”
“ดูหนังสือโป๊ทำไมไม่บอกบอท ไปแอบดูมาเหรอ”
เบนประเด็นไปเพราะพูดเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้แล้วเพราะกลัวว่าหัวใจจะวายตายเสียก่อน
“ก็ตอนที่น้ำไปห้องสมุดทำรายงานชีวะกับอีเล็กไง มันชวนไปดูที่หลังโรงอาหาร เดี๋ยววันหลังเรายืมมันมาดูกันสองคนนะน้ำ”
ไม่มีเสียงตอบออกมาเพราะตอนนี้หัวใจมันทำงานหนักเกินไปคิดอะไรไม่ออกหรอก มันเต้นแรงสูบฉีดเลือดเสียจนร้อนรุ่มไปทั้งตัว หัวตื้อคอเริ่มแห้ง รู้สึกว่าตัวร้อนเป็นไฟเหมือนจะเป็นไข้ แต่บอทเองก็ยังไม่หยุดพูดพร่ำเพ้อไปเรื่อยๆจนถึงบ้านช่วยกันเก็บคันเบ็ดเอาปลาขังในตุ่ม น้ำเองพยายามก้มหน้าไม่สบตา เพราะตอนนี้สายตามันคงปกปิดอะไรไม่ได้แล้ว ใจหนึ่งอยากให้มันเกิดขึ้นจริง ใจหนึ่งอยากให้บอทแค่คะนองปากพูดเล่นๆ
“ไปอาบน้ำด้วยกันป่ะน้ำ ไปอาบบ้านเราดีกว่าเงียบกว่าบ้านน้ำ”
หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะเดิมน้ำเงยหน้าขึ้นมองสายตาสั่นระริกแต่แค่สบตาอยู่ไม่กี่วินาทีก็หลุบสายตามองไปทางอื่นแก้เขิน
“ทำไมล่ะบอท ทำไมต้องอาบด้วยกัน”
เสียงสั่นจนสังเกตเห็นได้บอทฉายยิ้มออกมา
“อายเหรอน้ำ สั่นเชียวฮ่าๆๆ”
“งั้นไปอาบคนเดียวเลยไป”
เดินหนีไปบอทรีบคว้าข้อมือเอาไว้
“โอ๋ๆ งอนเหรอคร้าบที่รัก ไปถูหลังให้เราหน่อยดิ เหมือนมันมีสิว”
บอทเองก็ไม่ยอมแพ้ ด้วยวัยที่อยากรู้อยากเห็นหรือเพราะหนังสือกระตุ้นใจนั้นทำให้บอทเองก็อยากลองอยากรู้ และถ้าอยากทำอะไรขึ้นมาก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจง่ายๆเช่นกัน น้ำสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกกักมันเอาไว้เผื่อว่าบางทีจังหวะหัวใจจะเป็นปกติลง แต่ไม่เลยใจยิ่งเต้นระรัว ยิ่งสัมผัสจากมือของเพื่อนรัก มันเหมือนมีแรงส่งของพลังงานบางอย่างแผ่กระจายไปทั่วร่าง
“เร็วดิน้ำเหม็นเหงื่อจะแย่แล้วเนี่ย”
“บอทไปก่อน เดี๋ยวเราไปเอาเสื้อผ้าก่อนดิ”
บอทยิ้มออกมายอมปล่อยมือรีบเดินกลับบ้านทันที พูดออกไปแล้ว ตกลงใจไปแล้วแต่ใจทำไมมันไม่ยอมผ่อนจังหวะลงบ้างเลย กลับยิ่งเร่งระรัวเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว พยายามชั่งใจอยู่นานกว่าจะหยิบเสื้อผ้าเดินลงจากบ้านได้ ถอนหายใจออกมาหลายร้อยครั้งแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น อยากลอง ยิ่งกับเพื่อนรักที่ใจมันรู้สึกแปลกๆด้วยแล้ว อยากลอง น้ำตั้งคำถามให้กับตัวเองร้อยคำถาม ถามไปต่างๆนานาว่ามันสมควรหรือไม่ควรคล้อยตามเพื่อนรัก แต่สุดท้ายพาร่างเดินไปยืนอยู่ใต้ถุนบ้านของบอทแล้ว
“โหนึกว่าหลับ จะไปตามแล้วนะเนี่ย”
บอทเอ่ยขึ้นน้ำเสียงยังคงปกติเขานอนเปลือยช่วงบนใส่ผ้าขาวม้าเตรียมพร้อม นอนรออยู่ที่แคร่อย่างอารมณ์ดี ในใจของบอทเองก็เต้นระรัวแต่ด้วยเป็นคนที่คิดอะไรพูดออกไปอย่างนั้นเขาเอง จึงไม่มีอะไรต้องปิดบังความรู้สึกของตัวเอง
“ยังไม่อาบอีกเหรอบอท น้ำอุตส่าห์ถ่วงเวลา”
“ไม่อ่ะ รอน้ำไง ถ่วงเวาทำไมล่ะน้ำ ไหนๆน้ำก็ไปไหนไม่รอดหรอก”
“จะเอาจริงเหรอบอท”
เริ่มลังเลใจที่เป็นนายมันพยายามบีบให้ปากอ้าไปอย่างที่มันต้องการ
“ลองดูไงน้ำ น้ำกลัวเหรอ”
“ใครบอกว่ากลัว กลัวว่าบอทจะติดใจต่างหาก”
การเป็นคนปากไม่ตรงกับใจบางทีมันก็ดีนะ เรื่องบางเรื่องเราเก็บไว้ในใจมันดีกว่าการที่คิดอย่างไรพูดออกไปอย่างนั้น แต่น้ำตอนนี้เหมือนกำลังเอาชนะใจตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่ายิ่งไปท้าทายเพื่อนรัก เขายิ่งจะอยากลองทำ
“ติดใจก็ทำกันทุกคืนไง ไม่เห็นยาก”
“บ้าเหรอบอท”
หน้าแดงไม่ยอมหายบอทลุกขึ้นจากแคร่จูงแขนน้ำเดินเข้าห้องน้ำไป ไฟสีส้มในห้องน้ำที่มีตุ่มรองน้ำไว้สำหรับอาบน้ำและโถซ้วมซึมอยู่อีกผั่ง ส่องแสงสว่างพอที่จะให้เห็นว่าเด็กทั้งสองมีปฏิกริยาทางร่างกายที่เปลี่ยนไป จากสีหน้าที่แดงฉานทั้งสองคน เป้ากางเกงของน้ำที่นูนเด่นขึ้นมามันยากที่จะบังคับให้มันสงบลง มันดีดขึ้นมาเองตามแรงสูบฉีดของเลือด ส่วนบอทเองอวัยวะส่วนนั้นมันชูชันขึ้นมาอย่างยากจะปิดบังเพราะเขาพันเอวไว้ด้วยผ้าขาวม้าเพียงเท่านั้น น้ำพยายามหลบตาเม้มปากแน่น ใจเต้นแรงจนแผ่นอกกระเพื่อมไหวอย่างเห็นได้ชัด บอทเองก็ไม่ต่างกัน บอทดึงแขนน้ำเข้าไปใกล้ๆนั่งลงบนปากตุ่ม น้ำขืนตัวไว้ในตอนแรกแต่ก็ปล่อยให้มันเลยตามเลยไป
“น้ำ”
เสียงสั่นลอดออกมาจากลำคอ บอทเองฉายแววตาแสดงความต้องการออกมา เด็กในวัยนี้เรื่องเพศถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระเปลี่ยนมานานแล้ว แต่ความรู้สึกอยากสัมผัสลิ้มลองรสชาติของมันเพิ่งจะมีแสดงอาการก็ช่วงเวลานี้เอง บอทโอบเอวของน้ำเอาไว้เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเรียวเล็กที่ก้มหน้างุดอยู่ น้ำยอมสบสายตาจนได้ เหมือนมีแรงส่งของไฟฟ้าสถิตย์แค่เพียงสบตากันความวาบหวามก็แล่นไปสู่ใจ จ้องมองกันอยู่อย่างนั้นพยายามอ่านความในใจผ่านทางสายตา บอทดึงหน้าน้ำให้เข้ามาใกล้ๆ
“น้ำ”
เสียงนั้นยังก้องอยู่ในโสตประสาทที่เหมือนจะลอยละลิ่วไปไกลแสนไกลแล้ว เสียงที่แว่วแผ่วเบาลอยมากับสายลม กลิ่นลมหายใจมันจ่ออยู่แค่ปลายจมูก กลิ่นไอของลมหายใจถูกสูดเข้าไปในปอด ริมฝีปากหนาเผยอออกจากกัน สัมผัสแรกที่จงใจทำแค่พอแตะริมฝีปากเข้าหากันน้ำก็กระตุกร่างสั่นไหว หัวใจอ่อนละลายไป บอทเองดึงตัวน้ำให้เข้าใกล้ยิ่งกว่าเดิมกระชับเอวประทับริมฝีปากเข้าหากัน น้ำเองก็ไม่ขืนตัวไว้แล้ว แรงส่งจากภายในกระตุ้นการกระทำเป็นอย่างดี ตอนแรกแค่เอาริมฝีปากเม้มอีกฝ่ายไปมาแต่พอเริ่มเอาลิ้นออกมาต่อสู้กันในโพรงปากความแปลกใหม่หฤหรรษ์ก็เข้ามาแทนที่ ร่างเบียดร่างปากบดบี้ขยี้กัน บอทดึงเอาผ้าขาวม้าออกจากตัวดึงกางเกงดึงเสื้อน้ำออกจากร่างเหมือนกัน ร่างที่เปลือยเปล่าทั้งสองร่างกำลังก่ายกอดกัน ความต้องการจากภายในแสดงออกมาอย่างชัดเจน
“น้ำดูดให้เราหน่อยสิ”
บอทถอนหน้าออกจากน้ำส่งสายตาวิงวอน
“ทำไม่เป็น”
เสียงสั่นเครือออกมาสายตาวาบหวามนัก
“ดูดเหมือนไอติมไงน้ำ”
“บอททำให้เราดูก่อนดิ เดี๋ยวเราทำให้”
“อืม”
บอทเปลี่ยนให้น้ำนั่งลงบนปากตุ่มแทนแล้วโก่งโค้งลง ชั่งใจอยู่นานกับสิ่งที่จ่ออยู่ต่อหน้า สิ่งนี้หรือที่เราจะเอาปากเข้าไปครอบเอาลิ้นลงดูดเลีย แต่อารมณ์ที่กระพือดังไฟลามในทุ่งต้องสายลม มันจะไม่ดับมอดไปถ้าหากว่าพระพิรุณยังไม่โปรยปรายมาระงับดับมัน บอทยอมอ้าปากออกแล้วกลืนแท่งเนื้อนั้นเข้าไปในปากอย่างแผ่วเบา
“อา บอท”
น้ำตัวงอจิกหัวของเพื่อนรักเอาไว้แน่นหน้าตาบูดเบี้ยวเหมือนเจ็บปวดทรมาน เสียงครางที่ลอดคอออกมามันไม่ได้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่มันคือความหรรษาพึงใจกับสัมผัสอุ่นเปียกตรงหว่างขานั้น
“บอท น้ำ น้ำ ไม่ไหวแล้ว”
งอตัวลงมือยังจิกอยู่ที่เส้นผมของเพื่อนรักที่ไม่ยอมถอนปากออกง่ายๆร่าง ของน้ำกระตุกสั่นไหวทุกส่วนในร่างกายเกร็งแข็ง บอทเองยอมถอนปากออกมาบ้วนของเหลวที่ออกจาร่างของน้ำที่อมไว้ในปากทิ้ง
“โห เยอะมากน้ำ คาวว่ะ”
บอทเอาขันน้ำในตุ่มตักขึ้นมาบ้วนปากน้ำเองนั่งตัวเกร็งอยู่ ความรู้สึกประหลาดที่มีซ่อนอยู่เบื้องลึกของใจตอนนี้มันเด่นชัดขึ้นมา สิ่งที่ทำไม่ใช่แค่ความคะนองอยากรู้อยากลองแต่มันคือสัมผัสของบางอย่างใน หัวใจ
“ทำให้เราบ้างดิน้ำ”
บอทบอกแล้วนั่งลงปากตุ่ม น้ำเองก็ยอมทำแต่โดยดี ยิ่งเห็นหนั่นเนื้อนั้นของเพื่อนรักใจยิ่งหวิวสยิวเข้าไปในทรวง น้ำอ้าปากทำอย่างที่บอททำให้เมื่อครู่ ลากลิ้นผ่านอย่างแผ่วเบา
“อูยน้ำ เสียว”
บอทครางออกมาจากในลำคอกัดฟันแน่นตัวเริ่มเกร็ง พอกลืนท่อนเนื้อนั้นเข้าไปในปากก็ขยับไปมา เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องสอนมันเป็นเองทั้งที่ไม่เคยทำกับใครหรือดูสิ่งยั่วใจมาก่อน แค่คิดว่าอยากจะถนอมทุกส่วนมนร่างกายของเพื่อนรักคนนี้ให้ดีที่สุด ทำอย่างเต็มใจออกมาจากใจ บอทเกร็งตัวเอามือจิกหัวเหมือนกับน้ำ
“น้ำ น้ำ เราไม่ไหวแล้ว อ่า”
ร่างของบอทกระตุกสองสามทีของเหลวที่ปล่อยเข้าไปในโพรงปากของน้ำเขาไม่บ้วนทิ้งกลืนกินลงคอไปหมดแล้ว
“อัวะ”
รีบถอนปากออกจากหว่างขาของบอท อาเจียนออกมาทันที
“น้ำ”
“อ่า อ๊วะ อั๊วะ”
น้ำหูน้ำตาไหลออกมา กลิ่นคาวที่คลุ้งอยู่ในคอตีขึ้นจมูก น้ำนั่งลงกับพื้นมีบอทคอยลูบหลังให้ เอาของในท้องออกมาจนหมดไส้หมดพุงจึงยอมหยุด น้ำตาไหลออกมาเพราะแรงดันจากการอาเจียน
“ฮ่าๆ ใครให้กินล่ะน้ำ คาวจะตาย มาๆเราล้างตัวให้”
บอทหวัเราะอย่างอารมณ์ดี ส่วนน้ำได้แต่ส่ายหน้ายืนนิ่งให้บอทเป็นคนอาบน้ำให้
ราตรีในหน้าหนาวที่ใกล้เข้ามามันยาวนานกว่าเพลากลางวัน ราตรีที่มีแต่เราสองอยากให้มันยาวนานอย่างนี้ไปทุกฤดูกาล ถ้าหากมีแต่เราอยากให้อะไรๆมันยืนยาวนานไปหมดทุกอย่าง ดาราบนแผ่นฟ้าสีดำส่องแสงระยิบระยับ ทางช้างเผือกสีขาวนวลตาทอดยาวผ่านฟ้ามืดดำนั้น ใจเอยจะดาวดวงไหนหรืออีกกี่สิบทางช้างเผือกมาหล่อหลอมรวมกันมันยังไม่สว่างเท่าความรู้สึกในใจที่เกิดขึ้นตอนนี้เลย
วิสัชนา ถ้ารักทิ่มแทงใจก็ให้เอารักนั้นบ่งออก แต่รักเอยหากได้ทิ่มแทงใจใครแล้วรู้ไว้เถิดมันไม่หายไปไหนหรอกหนา ต่อให้ควักใจออกมาบีบให้แตกสลายแต่รอยรักนั้นจะเจืออยู่ทุกอณูไม่ใช่หรือ
วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553
สนิมน้ำค้าง (Stained Glass) บทที่ ๓
ปุจฉา ใจกับกายสิ่งไหนมีพลังอำนาจมากกว่ากัน
ตามชนบทในที่ห่างจากแสงสีเสียง โอกาสที่นักเรียนมัธยมจะเตร็ดเตร่ทำกิจกรรมต่างๆเหมือนเด็กในเมืองนั้นแทบไม่มี มีแต่ทุ่งนา สนามหญ้าในโรงเรียน จับกลุ่มแซวคนนั้นคนนี้ตามศาลากลางหมู่บ้าน หรือไม่ก็รองานประจำปีหรือไม่ก็งานวัดประจำหมู่บ้าน เช่นเด็กวัยรุ่นทุกคนที่รอเทศกาลลอยกระทงอย่างใจจดใจจ่อ หมู่บ้านหรือที่โรงเรียนไม่ได้จัดงานอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แต่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญเพราะถือเป็นโอกาสที่จะได้พบปะสังสรรค์กันนอกเหนือจากเวลาเรียน เทศกาลลอยกระทงปีนี้ตรงกับวันที่ ๓ พฤศจิกายน อีกหนึ่งเดือนกว่าที่วันลอยกระทงจะมาถึง แม้งานจะมีอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าแต่เพื่อนๆในห้องก็เริ่มพูดถึงเรื่องนี้แล้ว วันลอยกระทงกลายเป็นหัวข้อสนทนาส่วนใหญ่ ถ้าในวงของผู้ชายก็จะไปชวนสาวคนไหนไปลอยกระทงดี ถ้าในวงผู้หญิงก็จะทำกระทงยังไงดี หรือจะไปกับใครดีประมาณนี้ ส่วนน้ำกับบอทรวมถึงเล็กเองไม่ได้มีอะไรพิเศษหรือสนใจที่จะร่วมสนทนากับหัวข้อนี้เพราะคิดว่าเพื่อนๆเห่อมากจนเกินไป เอาเวลาไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า แต่ทั้งที่งานวันออกพรรษาที่ใกล้เข้ามาถึงก่อนงานวันลอยกระทงกลับมองข้ามกันไป เพราะเด็กผู้หญิงบางคนไม่ชอบเสียงประทัด แต่เด็กผู้ชายชั้นมัธยมต้นส่วนใหญ่จะตื่นเต้นกับงานวันออกพรรษากว่างานวันลอยกระทง เพราะจะได้ทำบั้งตุ้ม ในที่นี่คือบั้งไม้ไผ่ใส่น้ำและก๊าซที่ใช้เอามาบ่มกล้วยจุดไฟใส่ลงไปเสียงดังไปสามบ้านเจ็ดบ้าน พอปลายเดือนกันยายนเสียงประทัดเอย เสียงบั้งตุ้มเอยดังกึกก้องอยู่ตั้งแต่ตะวันยังไม่ลับขอบฟ้าจนเกือบสามทุ่ม
"เออไอ้น้ำ ก่อนวันออกพรรษามึงไปเอาบัวบ้านกูไหม"
เล็กถามขึ้นเมื่อตอนพักเที่ยงหลังจากแยกกลุ่มออกจากเพื่อนๆที่จ้อกันใหญ่เรื่องวันออกพรรษา ที่บ้านใหญ่เขาจะมีงานประจำปีเอาไม้ระแนงมาปักเป็นเขาวงกต มีต้นกล้วยทั้งต้นปักอยู่ตรงกลางเขาวงกตนั้นเพื่อให้ชาวบ้านลอดเข้าไปเพื่อบูชาพระพุทธองค์ตามความเชื่อของชาวพุทธ แต่ระหว่างทางก็จะเจอเด็กๆปาประทัดใส่ กว่าจะเข้ากันได้ก็ร้องเสียงแหบเสียงแห้งกันไปทีเดียว เล็กทำหน้าเซ็งๆก่อนจะเดินตามน้ำกับบอทมานั่ง
"โหอีกตั้งนานมึง ต้องดูก่อนนะมึงเผื่อวันนั้นแม่กูใช้ไปไหน"
"ไปตอนเย็นดิ เดี๋ยวกูมารับ"
"อ้าว มอร์ไซค์มึงอัดสามคนได้เหรออีเล็ก"
บอทถามขึ้นทำหน้าสงสัยอยู่
"มึงก็ไม่ต้องไปดิไอ้บอท กูจะมารับไอ้น้ำคนเดียว"
"อ้าวอีเล็ก มึงจะให้กูย้ำอีกกี่รอบว่าถ้าน้ำไปไหนถ้าไม่มีกูไปด้วยน่ะ น้ำมันไม่ไปหรอก จริงไหมน้ำ"
เอ่ยอย่างมั่นใจทำหน้าทะเล้นใส่เล็ก อยากลองใจเพื่อนขึ้นมา เพื่อนที่รักมากกว่าใครอยากจะรู้ใจเขาเหลือเกิน
"ไปดิ น้ำจะไป บอทไม่ต้องไปเป็นเพื่อนน้ำหรอก"
ตอนพูดออกมาก็ใจเต้นแรง ปฏิกริยาตอบรับของบอทตอบสนองทันที หน้าแดงก่ำสีหน้าเปลี่ยนไป สายตาจากที่ทะเล้นใส่เมื่อครู่หายไป
"แน่ใจเหรอน้ำ"
เสียงเข้มห้วนสายตาก็จ้องมองอยู่ไม่วางตา
"อืม น้ำอยากไป"
"ตามใจ"
เก็บอาการไม่ค่อยเป็นหรือมันเป็นปฏิกริยาจากข้างในของบอท น้ำเองก็ไม่อาจจะทราบได้แต่รู้ว่าร้อนใจ เพราะตั้งแต่รู้จักบอทมา ทั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ บอทไม่เคยแสดงอาการแบบนี้ให้เห็นมาก่อน บอทเดินหนีไปแล้ว
"เอาล่ะสิไอ้น้ำ ได้เรื่องแล้วไหมล่ะมึง"
"มันเป็นอะไรวะเล็ก"
"มันงอนมึงอ่ะดิ ไปง้อมันหน่อย"
ทั้งที่ควรจะใจหายแต่ทำไมรู้สึกดีใจ ข้างในลึกๆมันสุดแสนจะดีใจ ดีใจที่เพื่อนรักแสดงอาการแบบนี้ออกมา ไม่ได้ลำบากใจเรื่องที่จะง้องอนให้เพื่อนคืนดี น้ำยิ้มออกมาแล้วส่ายหน้า
"กูไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ไปง้อมันทำไม"
พูดออกไปอย่างนั้นทั้งที่ใจมันไม่อยู่กับตัวแล้ว ไม่อยากให้ใครมองว่าง้องอนกันเกินไป ชีวิตวัยรุ่นที่เปราะบางนัก บางเรื่องที่ควรพูดก็เก็บงำเอาไว้กับตัว บางอย่างที่ไม่ควรพูดก็โพล่งมันออกมาทำร้ายใจกัน บอทขึ้นไปบนห้องเรียนแต่ไม่ได้อยู่ในห้องพอน้ำกับเล็กขึ้นไปก็พยายามมองหา คาบเรียนแรกในตอนบ่ายเริ่มไปแล้ว วิชาพระพุทธศาสนากับอาจารย์แววคนเดิม อาจารย์บางคนสอนถึงสามวิชาที่โรงเรียนประจำตำบลเหมือนดรงเรียนนี้ นับเป็นเรื่องปกติเพราะอาจารย์ที่สอนไม่เพียงพอ อย่างอาจารย์แววสอนวิชาคณิตศาสตร์กับวิชาพระพุทธศาสนาสำหรับชั้นมัธยมปลาย ส่วนมัธยมต้นสอนคณิตศาสตร์และวิชาสังคมศึกษา
"มันไปไหนวะน้ำ ไปตามมันหน่อยดิคาบต่อไปคุณนายพรพิมลเอาตายเลยนะมึง"
เล็กเดินเข้ามาบอกหลังจากคาบแรกจบลง น้ำทำหน้าครุ่นคิด แต่ก็นิ่งอยู่ไม่ได้ทำท่าสนใจมากนัก คาบวิชาภาษาอังกฤษผ่านไปอีกบอทก็ยังไม่กลับเข้ามาเรียน น้ำเริ่มกระสับกระส่ายแล้ว ทนอยู่ไม่ได้อีกต่อไปพอจบคาบที่สองน้ำรีบเดินออกไปจากห้อง แวะเข้าห้องสมุดก่อนในชั้นสอง ไม่มี เดินลงตึงไปยังอาคารแรก ห้องพยาบาลบอทน่าจะอยู่ที่ห้องพยาบาลเพราะโดยปกตินักเรียนที่ขี้เกียจเรียนโดยส่วนมากจะหลบไปนอนอยู่ห้องพยาบาล น้ำเดินเข้าห้องพยาบาลไป ครูประจำห้องคงจะไปสอนแล้วเพราะไม่มีคนเฝ้า น้ำเดินตรงไปยังหลังห้องที่มีม่านสีฟ้าอ่อนๆกั้นเอาไว้มีเตียงเหล็กสองเตียงวางเรียงกันอยู่ ร่างของบอทนอนอยู่อย่างสบายใจ
"บอท ไม่สบายเหรอ ทำไมไม่ไปเรียน"
น้ำพูดออกไปตอนนี้ไม่จำเป็นต้องบิดบังความรู้สึกแล้วเพราะไม่มีใคร
"สนใจเราด้วยเหรอน้ำ"
น้ำเสียงประชดประชันเจ้าตัวหันหลังให้
"บอท บอทเองก็รู้นะน้ำพูดไปอย่างนั้นล่ะ น้ำไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นซะหน่อย"
ยังหันหลังอยู่ไม่ยอมหันมา แต่น้ำกลับยิ้มออกมาในใจมันเต้นร้องอยู่อย่างดีใจ
"บอทโกรธน้ำเหรอ"
"ไม่นี่ เราจะไปโกรธน้ำเรื่องอะไร"
"ไม่โกรธแล้วไม่หันมาคุยล่ะ"
"เราง่วง"
"น้ำขอโทษนะบอท"
เดินไปประชิดขอบเตียงเอื้อมมือไปแตะบ่าของเพื่อนในใจก็เต้นตุ้มๆต่อมๆ
"น้ำขอโทษ"
เสียงลอดออกไปจากห้วงที่ลึกที่สุดของใจ เสียงที่เปล่งออกมาจากความรู้สึก
"น้ำ"
บอทหันหน้ามามองตาเพื่อนจับมือเอาไว้
"น้ำ เราไม่เคยไปไหนโดยไม่มีน้ำ เราเสียใจนะถ้าน้ำจะไปไหนโดยไม่ชวนเราหรือไม่อยากให้เราไปด้วย"
เผยความในใจออกมา น้ำยิ้มออกมา
"น้ำแกล้งบอทนี่ไม่รู้เหรอ แล้วคิดเหรอว่าน้ำจะไปไหนโดยไม่มีบอท"
"นี่น้ำแกล้งเราเหรอ"
ดึงแขนน้ำให้ล้มลงบนเตียงทันที บอทกอดร่างของน้ำเอาไว้น้ำเองก็ไม่ได้ขัดขืน อบอุ่นใจ ดีใจ มีความสุขเหลือเกิน
"เรากำลังหลบคาบอาจารย์อ้วนอยู่นะบอท ไม่กลัวเหรอ"
อาจารย์อ้วนคือครูห้องปกครองที่ขึ้นชื่อในเรื่องความโหด แต่บอทก็ส่ายหน้าไม่สนใจ
"ไม่กลัวหรอก ขี้เกียจ วันนี้ขอไม่เรียนสักวันนะน้ำนะ"
บอทอ้อนแล้วกอดกระชับแน่นขึ้น น้ำเองแม้ใจจะอยากเรียน แต่ตอนนี้เอาอะไรมาลากไปยังไงก็คงไม่ไป กลิ่นลมหายใจของเพื่อนรักมันยังตลบอบอวลอยู่ไม่มีเสียงพูดคุยอะไรกันอีกพยายามใช้ใจที่มีสื่อสารกัน น้ำเองจิตใจลอยละลิ่วไปไกลแสนไกล
ในสมัยนั้นการทำโทษนักเรียนที่โดดเรียนคือการตี ไม้เรียวที่เหลามาอย่างดีมันแพล่บเพราะผ่านการใช้งานมานานผ่านก้นของนักเรียนมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่กรุ่น การตีของครูห้องปกครองจะไม่มีออมมือหรือเบาแรงแต่อย่างใด ตีคนละสามทีเป็นอย่างมาก ตอนที่ง้างมือออกกอดอกรอไม้เรียวหวดลงมาที่ก้นนั้นมันหวาดเสียวยิ่งนัก พอไม้เรียวจะกระทบกับก้นก็กระเด้งเอวไปข้างหน้า ถ้าใครกระเด้งไปมากเกินงามครูก็จะตีใหม่ ตีอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะนิ่ง ตอนสุดท้ายของคาบเรียนเสียงเปียโนที่เป็นออดบอกเวลาดังขึ้น น้ำจึงสะกิดบอกให้บอทลุกตามขึ้นห้องไป
"ซวยแล้วมึง ไอ้อ้วนมันให้มึงสองคนไปหาที่ห้องปกครอง"
เล็กพอเห็นหน้าเพื่อนทั้งสองก็รีบเข้ามาบอกหน้าตาตื่น น้ำสีหน้าซีดเผือดลงทันที บอทเองก็ไม่ต่างกัน
"น้ำไม่ต้องไปหรอกเดี๋ยวเราไปเอง"
"ไม่ได้หรอกบอท เราหลบกันสองคนไม่รอดหรอก"
"เดี๋ยวเราบอกว่าน้ำปวดหัวเราไปตาม ไม่เป็นไรหรอก"
บอทยังคงยกเหตุผลมาอ้างแต่น้ำเองก็ไม่สนใจฟัง เดินตามบอทลงอาคารเรียนตรงไปยังอาคาร ๑ พอไปถึงอาจารย์อ้วนก็ถาม บอทเองก็ตอบไปอย่างที่ตั้งใจไว้
"ว่าไงไอ้น้ำมึงปวดหัวจริงเหรอ"
น้ำก้มหน้าลงอึกอัก
"นิดหน่อยครับ"
"แล้วมึงทำไมต้องไปเฝ้ามันไอ้บอท"
เสียงจากถามธรรมดาเริ่มเป็นตวาด บอทเองเงียบ
"ผมเป็นห่วงมันครับ"
"ดี งั้นมึงสองคนก็โดนไปละกัน เป็นห่วงกันดีนัก"
โดนตีไปคนละสองที แสบแปลบๆที่ก้น "ผมเป็นห่วงมัน" แค่คำเดียวมันชุ่มชื่นแผ่ไปถึงใจ ต่อให้โดนตีอีกสักสิบทีก็คุ้มแล้ว น้ำเองเม้มปากไว้บอทเองก็นิ่งไม่พูดหรือแสดงอาการอะไรออกมา ตอนเดินกลับบ้านด้วยกัน น้ำเองก็เอ่ยขึ้น
พูดออกไปอย่างนั้นทั้งที่ใจมันไม่อยู่กับตัวแล้ว ไม่อยากให้ใครมองว่าง้องอนกันเกินไป ชีวิตวัยรุ่นที่เปราะบางนัก บางเรื่องที่ควรพูดก็เก็บงำเอาไว้กับตัว บางอย่างที่ไม่ควรพูดก็โพล่งมันออกมาทำร้ายใจกัน บอทขึ้นไปบนห้องเรียนแต่ไม่ได้อยู่ในห้องพอน้ำกับเล็กขึ้นไปก็พยายามมองหา คาบเรียนแรกในตอนบ่ายเริ่มไปแล้ว วิชาพระพุทธศาสนากับอาจารย์แววคนเดิม อาจารย์บางคนสอนถึงสามวิชาที่โรงเรียนประจำตำบลเหมือนดรงเรียนนี้ นับเป็นเรื่องปกติเพราะอาจารย์ที่สอนไม่เพียงพอ อย่างอาจารย์แววสอนวิชาคณิตศาสตร์กับวิชาพระพุทธศาสนาสำหรับชั้นมัธยมปลาย ส่วนมัธยมต้นสอนคณิตศาสตร์และวิชาสังคมศึกษา
"มันไปไหนวะน้ำ ไปตามมันหน่อยดิคาบต่อไปคุณนายพรพิมลเอาตายเลยนะมึง"
เล็กเดินเข้ามาบอกหลังจากคาบแรกจบลง น้ำทำหน้าครุ่นคิด แต่ก็นิ่งอยู่ไม่ได้ทำท่าสนใจมากนัก คาบวิชาภาษาอังกฤษผ่านไปอีกบอทก็ยังไม่กลับเข้ามาเรียน น้ำเริ่มกระสับกระส่ายแล้ว ทนอยู่ไม่ได้อีกต่อไปพอจบคาบที่สองน้ำรีบเดินออกไปจากห้อง แวะเข้าห้องสมุดก่อนในชั้นสอง ไม่มี เดินลงตึงไปยังอาคารแรก ห้องพยาบาลบอทน่าจะอยู่ที่ห้องพยาบาลเพราะโดยปกตินักเรียนที่ขี้เกียจเรียนโดยส่วนมากจะหลบไปนอนอยู่ห้องพยาบาล น้ำเดินเข้าห้องพยาบาลไป ครูประจำห้องคงจะไปสอนแล้วเพราะไม่มีคนเฝ้า น้ำเดินตรงไปยังหลังห้องที่มีม่านสีฟ้าอ่อนๆกั้นเอาไว้มีเตียงเหล็กสองเตียงวางเรียงกันอยู่ ร่างของบอทนอนอยู่อย่างสบายใจ
"บอท ไม่สบายเหรอ ทำไมไม่ไปเรียน"
น้ำพูดออกไปตอนนี้ไม่จำเป็นต้องบิดบังความรู้สึกแล้วเพราะไม่มีใคร
"สนใจเราด้วยเหรอน้ำ"
น้ำเสียงประชดประชันเจ้าตัวหันหลังให้
"บอท บอทเองก็รู้นะน้ำพูดไปอย่างนั้นล่ะ น้ำไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นซะหน่อย"
ยังหันหลังอยู่ไม่ยอมหันมา แต่น้ำกลับยิ้มออกมาในใจมันเต้นร้องอยู่อย่างดีใจ
"บอทโกรธน้ำเหรอ"
"ไม่นี่ เราจะไปโกรธน้ำเรื่องอะไร"
"ไม่โกรธแล้วไม่หันมาคุยล่ะ"
"เราง่วง"
"น้ำขอโทษนะบอท"
เดินไปประชิดขอบเตียงเอื้อมมือไปแตะบ่าของเพื่อนในใจก็เต้นตุ้มๆต่อมๆ
"น้ำขอโทษ"
เสียงลอดออกไปจากห้วงที่ลึกที่สุดของใจ เสียงที่เปล่งออกมาจากความรู้สึก
"น้ำ"
บอทหันหน้ามามองตาเพื่อนจับมือเอาไว้
"น้ำ เราไม่เคยไปไหนโดยไม่มีน้ำ เราเสียใจนะถ้าน้ำจะไปไหนโดยไม่ชวนเราหรือไม่อยากให้เราไปด้วย"
เผยความในใจออกมา น้ำยิ้มออกมา
"น้ำแกล้งบอทนี่ไม่รู้เหรอ แล้วคิดเหรอว่าน้ำจะไปไหนโดยไม่มีบอท"
"นี่น้ำแกล้งเราเหรอ"
ดึงแขนน้ำให้ล้มลงบนเตียงทันที บอทกอดร่างของน้ำเอาไว้น้ำเองก็ไม่ได้ขัดขืน อบอุ่นใจ ดีใจ มีความสุขเหลือเกิน
"เรากำลังหลบคาบอาจารย์อ้วนอยู่นะบอท ไม่กลัวเหรอ"
อาจารย์อ้วนคือครูห้องปกครองที่ขึ้นชื่อในเรื่องความโหด แต่บอทก็ส่ายหน้าไม่สนใจ
"ไม่กลัวหรอก ขี้เกียจ วันนี้ขอไม่เรียนสักวันนะน้ำนะ"
บอทอ้อนแล้วกอดกระชับแน่นขึ้น น้ำเองแม้ใจจะอยากเรียน แต่ตอนนี้เอาอะไรมาลากไปยังไงก็คงไม่ไป กลิ่นลมหายใจของเพื่อนรักมันยังตลบอบอวลอยู่ไม่มีเสียงพูดคุยอะไรกันอีกพยายามใช้ใจที่มีสื่อสารกัน น้ำเองจิตใจลอยละลิ่วไปไกลแสนไกล
ในสมัยนั้นการทำโทษนักเรียนที่โดดเรียนคือการตี ไม้เรียวที่เหลามาอย่างดีมันแพล่บเพราะผ่านการใช้งานมานานผ่านก้นของนักเรียนมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่กรุ่น การตีของครูห้องปกครองจะไม่มีออมมือหรือเบาแรงแต่อย่างใด ตีคนละสามทีเป็นอย่างมาก ตอนที่ง้างมือออกกอดอกรอไม้เรียวหวดลงมาที่ก้นนั้นมันหวาดเสียวยิ่งนัก พอไม้เรียวจะกระทบกับก้นก็กระเด้งเอวไปข้างหน้า ถ้าใครกระเด้งไปมากเกินงามครูก็จะตีใหม่ ตีอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะนิ่ง ตอนสุดท้ายของคาบเรียนเสียงเปียโนที่เป็นออดบอกเวลาดังขึ้น น้ำจึงสะกิดบอกให้บอทลุกตามขึ้นห้องไป
"ซวยแล้วมึง ไอ้อ้วนมันให้มึงสองคนไปหาที่ห้องปกครอง"
เล็กพอเห็นหน้าเพื่อนทั้งสองก็รีบเข้ามาบอกหน้าตาตื่น น้ำสีหน้าซีดเผือดลงทันที บอทเองก็ไม่ต่างกัน
"น้ำไม่ต้องไปหรอกเดี๋ยวเราไปเอง"
"ไม่ได้หรอกบอท เราหลบกันสองคนไม่รอดหรอก"
"เดี๋ยวเราบอกว่าน้ำปวดหัวเราไปตาม ไม่เป็นไรหรอก"
บอทยังคงยกเหตุผลมาอ้างแต่น้ำเองก็ไม่สนใจฟัง เดินตามบอทลงอาคารเรียนตรงไปยังอาคาร ๑ พอไปถึงอาจารย์อ้วนก็ถาม บอทเองก็ตอบไปอย่างที่ตั้งใจไว้
"ว่าไงไอ้น้ำมึงปวดหัวจริงเหรอ"
น้ำก้มหน้าลงอึกอัก
"นิดหน่อยครับ"
"แล้วมึงทำไมต้องไปเฝ้ามันไอ้บอท"
เสียงจากถามธรรมดาเริ่มเป็นตวาด บอทเองเงียบ
"ผมเป็นห่วงมันครับ"
"ดี งั้นมึงสองคนก็โดนไปละกัน เป็นห่วงกันดีนัก"
โดนตีไปคนละสองที แสบแปลบๆที่ก้น "ผมเป็นห่วงมัน" แค่คำเดียวมันชุ่มชื่นแผ่ไปถึงใจ ต่อให้โดนตีอีกสักสิบทีก็คุ้มแล้ว น้ำเองเม้มปากไว้บอทเองก็นิ่งไม่พูดหรือแสดงอาการอะไรออกมา ตอนเดินกลับบ้านด้วยกัน น้ำเองก็เอ่ยขึ้น
"เจ็บไหมบอท"
เหลือบไปมองเพื่อนรักที่เดินขาถ่างๆไม่พูดไม่จา
"เจ็บดิถามได้ ไอ้บ้านั่นมันบ้าอำนาจ ห่าอะไรวะแค่หลบเรียนคาบเดียว พอไปเรียนมันก็ไม่เห็นสอนห่าอะไร ให้แต่อีเดือนถอนหงอกให้ ไอ้ควายเอ้ย"
โพล่งออกมา ด้วยความคับแค้นในใจ
"เอาน่าบอท ก็เราหลบจริงๆนี่ น้ำขอโทษนะบอทที่ทำให้บอทเจ็บ"
"น้ำ"
เสียงหลงลอยละลิ่วปลิวไปกับสายลม
"เราสิต้องขอโทษน้ำที่ทำให้ซวย น้ำจะมาขอโทษเราทำไม"
"น้ำไม่เป็นไร น้ำทนได้ แต่น้ำไม่อยากให้บอทเจ็บ"
"เราก็ไม่อยากให้น้ำเจ็บ"
บอทเองพูดออกมาสายตาบอกอย่างนั้นจริงๆ ส่วนน้ำเม้มปากแน่นพยักหน้า ในใจมันยิ่งตีระรัวดีดดิ้นดีใจไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย ร่างกายต่อให้มันเจ็บปวดสักแค่ไหนแต่ถ้าใจมันมีความสุขความเจ็บนั้นก็ทุเลาเบาบางลง
ปลายฝนต้นหนาวร่างกายเริ่มสัมผัสได้ถึงลมหนาวที่พัดเข้ามาเยือนกลิ่นอายของความแห้งแล้งหนาวเย็นพัดเข้ามาปะทะหน้า อากาศที่เย็นสบายไม่ร้อน ต้นไม้ใบหญ้ามันดูสวยมิติมันดูอ่อนลงนุ่มลง แสงตะวันมันก็ดูอ่อนโยนลงไม่แผดรังสีร้อนเหมือนที่ผ่านมา ร่างของเด็กชายสองคนเดินเคียงข้างกันบนทางลูกรังที่เริ่มมีฝุ่นฟุ้งขึ้นมา ทั้งสองเดินเคียงข้างหยอกล้อกันไปตลอดทาง
"น้ำตักน้ำเสร็จแล้วไปปักเบ็ดกันนะ เดี๋ยวเราไปขุดไส้เดือนก่อน"
พอกลับถึงบ้านก็แยกกันไปทำงานบ้านของตัวเอง น้ำเองมีน้องชายคอยช่วย แม่บุญช่วยยังอยู่ที่สถานีอนามัย ส่วนพ่อถาวรเองก็ยังไม่กลับจากโรงเรียนทั้งที่โรงเรียนเลิกแล้ว เห็นหินบอกว่าที่โรงเรียนมีประชุมเรื่องกีฬาสี พ่อถาวรเลยต้องอยู่รอทั้งที่เป็นแค่ภารโรง ส่วนแม่นิ่มออกไปหาหญ้ามาให้อีน้อย
"อย่าลืมเอาฟางให้อีกว้างนะหินพี่ไปปักเบ็ดก่อน นึ่งข้าวด้วยนะเดี๋ยวแม่กลับมาจะด่าเอา"
"รู้แล้วน่า"
เสียงน้องชายวัยเก้าขวบตอบหน้าตาดูไม่ได้เรื่องหรือทีท่าว่าจะใช้งานได้เลยแต่เขาก็ทำได้ ทำมาตั้งแต่อยู่ ป ๒
"โอ๊ย เจ็บว่ะน้ำ"
พอเอาก้นขึ้นนั่งบนเบาะของจักรยานบอทก็ร้องออกมา
"จะปั่นได้ไหมอ่ะบอท ไม่ไหวเราเดินไปนาใกล้ๆบ้านดีไหม"
น้ำเสนอความคิดเพราะตนก็เจ็บที่ก้นเหมือนกันทั้งที่ยังไม่ขึ้นนั่ง
"อืม นาพ่อใหญ่มานะเหรอ"
พอตกลงกันได้ก็เอาจักยานไปเก็บเดินตามกันลัดเลาะป่าชายทุ่งออกไป ทุ่งนาเขียวขจีมองออกไปสุดลูกหูลูกตาแสงแดดรำไรส่องประกายเจิดจ้าอยู่ ลมหนาวพัดเข้ามา บอทเองเคยบอกกับน้ำว่าน้ำคิดไปเองมันไม่ใช่ลมหนาวแค่ลมกำลังเปลี่ยนทิศ แต่น้ำเองรู้สึกได้ ชอบฤดูนี้เป็นพิเศษ แม้มันจะดูเหงาหงอย แต่มันแฝงอยู่ด้วยกลิ่นอายของความสุข สุขจากไหนไม่ทราบ แค่ได้กลิ่นหัวใจมันก็เป็นสุขแล้ว
"เราดูก้นหน่อยสิน้ำเป็นแผลไหม"
พอกลับมาถึงบ้านอาบน้ำกินข้าวเสร็จบอทก็มานอนอุตุอยู่ที่ห้องของน้ำหอบหนังสือมาอย่างทุกวัน
"เฮ้ย บ้าเหรอบอท"
เผลอร้องออกมา
"อายไรวะ น้ำก็ดูให้เราด้วยดิ ทายาให้หน่อยเป็นรอยแน่ๆไอ้อ้วนบ้าเอ้ย"
บอทไม่ได้สนใจท่าทางของน้ำ นอนคว่ำลงดึงกางเกงผ้ายืดออกเผยให้เห็นบั้นท้ายทั้งสองข้าง รอยแดงๆยาวพาดก้นนั้น
"โห เจ็บไหมบอท รอยมันเริ่มเขียวๆแล้วอ่ะ เดี๋ยวเราไปเอายาหม่องมาทาให้"
น้ำลุกเดินออกไปจากห้องลงไปข้างล่างสักพักก็กลับขึ้นมาพรอ้มยาหม่องในมือ
"เบาๆนะน้ำ เจ็บ"
"อือ"
นิ้วมือก็บรรจงเกลี่ยยาหม่องทาให้ทั่วก้นเบาบางกลัวว่าเพื่อนรักจะเจ็บ เห็นแล้วก็สงสารไม่อยากเห็นเพื่อนเจ็บเลยแม้แต่น้อย บอทเองก็เคลิ้มหลับตาพริ้ม
"มาเราทำให้น้ำบ้าง"
บอทดึงกางเกงขึ้น น้ำเองลังเลอยู่ได้ไม่นานเพราะกลัวว่ามันจะผิดสังเกตไปรีบนอนคว่ำลงแล้วดึงกางเกงของตนออกเหมือนบอท
"ก้นน้ำนี่ขาวจังนะ มีรอยแบบนี้ไม่สวยเลย"
"นั่นแน่ จะทาก็รีบทาจะมาดูทำไมล่ะบอท"
"ก็มันขาวอ่ะ ก้นเราดิดำๆ"
"ใครจะมาดู มีแต่น้ำนี่ล่ะที่เห็น"
"ก็เราอยากให้น้ำเห็นเราแบบดีๆนี่"
"บอท บอทจะเป็นยังไงน้ำก็จะมอง น้ำก็พอใจที่ได้มอง"
เสียงขรึมเครียดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว บอทเองยิ้มออกมา ไม่พูดอะไรอีกทายาหม่องลงไปบนก้นแผ่วเบาเช่นกัน
"ถ้าเรามีแฟน เราอยากมีแฟนให้ได้เหมือนน้ำจังนะ"
กระตุกหัวใจอีกครั้ง ยิ่งคิดยิ่งหวั่นไหว ยิ่งมาพูดกระตุกใจ น้ำเม้มปากแน่นระบายลมหายใจออกมา
"ทำไมล่ะบอท น้ำไม่เห็นจะมีอะไรดี"
"ใครบอก ทำไมน้ำไม่เป็นผู้หญิงนะ เราจะได้ขอเป็นแฟน"
"ไอ้บ้า ถ้าน้ำเป็นผู้หญิง เราก็คงไม่ได้มานอนด้วยกันแบบนี้หรอกนะ แล้วทำไมบอทไม่เป็นผู้หญิงล่ะ น้ำจะได้ขอเป็นแฟนบ้าง"
น้ำพูดออกมาแล้วจ้องตาเพื่อนรัก
"บ้าน้ำก็ เค้าเขินน้า"
ทำท่าทางตุ้งติ้งขึ้นมา น้ำเองหัวเราะออกมา บอทเองก็หัวเราะ
"แต่เราสัญญานะน้ำว่าเราจะรักน้ำแบบนี้ตลอดไป"
เอ่ยคำมั่นสัญญาออกมา คำพูดที่คนฟังสะอึกจารมันไว้ในใจทันทีที่ได้ยิน คำสัญญาที่แม้จะเป็นเพียงแค่คำพูดของเด็กชายอายุ ๑๖ปี แต่มันตราตรึงอยู่ในใจแล้วตราบนานเท่านาน
๒๑ กันยายน ๒๕๔๑
กูรู้สึกดีมากเลยนะตอนที่มึงงอนกูเรื่องที่กูจะไปกับอีเล็ก ทำไมไม่รู้ กูรู้สึกว่ามึงห่วงกูมาก แค่นี้ก็รู้สึกดีมากแล้ว ยิ่งได้เห็นมึงงอนนอนอยู่ในห้องพยาบาล กูยิ่งรู้สึกดี นี่กูคงเป็นบ้าไปแล้ว แต่เสียใจอยู่อย่างเดียวที่ต้องโดนไอ้อ้วนตี ไม่อยากเห็นมึงเจ็บเลยว่ะ ไม่ว่าจะยังไง ไม่ว่าใครจะผิดหรือถูก กูปวดใจเหลือเกิน รู้สึกอยากจะโดนตีอยู่คนเดียว ยิ่งเห็นรอยไม้เรียวบนก้นมึง กูอยากจะร้องไห้ เสียใจว่ะทั้งวันมีความสุขมาตลอดวัน มาเสียใจก็แค่เรื่องนี้ ถ้ามึงเจ็บนะ มึงรู้ไว้เลยกูเจ็บกว่ามึงหลายร้อยเท่านัก เพื่อนรัก คำสัญญาที่มึงให้ไว้กับกูกูจะจำมันไปจนวันตาย เช่นกันแม้กูจะไม่ได้พูดมันออกมา กูอยากจะบอกมึงเหลือเกิน ว่ากูก็รักมึงมาก มากเสียจนกูโมโหตัวเองที่ดูเหมือนมันจะมากเกินไป จำไว้นะเพื่อน กูจะรักมึงไปจนกว่ากูจะตาย
กูรู้สึกดีมากเลยนะตอนที่มึงงอนกูเรื่องที่กูจะไปกับอีเล็ก ทำไมไม่รู้ กูรู้สึกว่ามึงห่วงกูมาก แค่นี้ก็รู้สึกดีมากแล้ว ยิ่งได้เห็นมึงงอนนอนอยู่ในห้องพยาบาล กูยิ่งรู้สึกดี นี่กูคงเป็นบ้าไปแล้ว แต่เสียใจอยู่อย่างเดียวที่ต้องโดนไอ้อ้วนตี ไม่อยากเห็นมึงเจ็บเลยว่ะ ไม่ว่าจะยังไง ไม่ว่าใครจะผิดหรือถูก กูปวดใจเหลือเกิน รู้สึกอยากจะโดนตีอยู่คนเดียว ยิ่งเห็นรอยไม้เรียวบนก้นมึง กูอยากจะร้องไห้ เสียใจว่ะทั้งวันมีความสุขมาตลอดวัน มาเสียใจก็แค่เรื่องนี้ ถ้ามึงเจ็บนะ มึงรู้ไว้เลยกูเจ็บกว่ามึงหลายร้อยเท่านัก เพื่อนรัก คำสัญญาที่มึงให้ไว้กับกูกูจะจำมันไปจนวันตาย เช่นกันแม้กูจะไม่ได้พูดมันออกมา กูอยากจะบอกมึงเหลือเกิน ว่ากูก็รักมึงมาก มากเสียจนกูโมโหตัวเองที่ดูเหมือนมันจะมากเกินไป จำไว้นะเพื่อน กูจะรักมึงไปจนกว่ากูจะตาย
วิสัชนา ใจสิเพราะถ้าร่างที่ไร้ใจก็เหมือนต้นไม้ที่ไร้รากแก้วดูดสารอาหาร รอวันเหี่ยวแห้งตายเช่นนั้นแล
วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553
สนิมน้ำค้าง (Stained Glass) บทที่ ๒
ปุจฉา อันกลิ่นใดในโลกนี้จะตราตรึงอยู่ในห้วงความรู้สึกของเราได้ยาวนานที่สุด
เพลาเช้าแสงแรกของอุษาสายสาดส่องกระทบร่างชายวัยรุ่นสองคนที่นอนก่ายกอดกันอยู่ภายใต้ผ้าห่มขี้งาปูรองพื้นด้วยเสื่อลูกเขื่อง ฝนหยุดตกไปแล้วตั้งแต่ก่อนรุ่งสางอากาศที่เย็นยะเยือกทำให้ร่างกายทั้งสองเบียดเข้าหาความอบอุ่น ร่างสองร่างเบียดเข้าหากันเป็นเรื่องปกติมาแต่ไหนแต่ไร น้ำงัวเงียตื่นขึ้นก่อน พอลืมตาขึ้นก็เห็นปลายคางของเพื่อนรักจ่ออยู่ต่อหน้า ลมหายใจยังยาวลึกระบายออกมาอย่างสม่ำเสมอ ใจมันอุ่นขึ้นทันทีแกล้งทำเป็นหลับต่อไปเบียดร่างเข้าหาเพื่อนรัก
"ไอ้บอท ตื่นได้แล้วไปเอาฟางมาให้อีน้อยมันซิ"
เสียงของแม่นิ่มร้องมาจากใต้ถุนบ้าน ตื่นตั้งแต่ก่อนไก่โห่แล้วลงไปนึ่งข้าวเหนียวคุยกับแม่บุญช่วยอยู่สักพัก พอหกโมงเช้าก็ร้องปลุกตามปกติเป็นกิจวัตรประจำวัน บอทงัวเงียตื่นขึ้น
"น้ำๆ ตื่นๆ"
"อือ เช้าแล้วเหรอ"
"เช้าแล้วดิ แหมกอดเราแน่นเชียวนะ"
"มันหนาวนี่หว่า ไปช่วยแม่ดีกว่า"
พูดแก้เขินลุกขึ้นเดินออกจากที่นอน บอทที่จริงแล้วไม่ได้ชื่อนี้ตั้งแต่เกิด ตอนเกิดเห็นแม่บุญช่วยเล่าให้น้ำฟังว่า บอทไม่ยอมลืมตาทั้งที่ผ่านไปหลายวันแล้ว แม่นิ่มไปให้พระท่านดู ท่านก็บอกว่าให้ตั้งชื่อแก้เคล็ด แม่นิ่มก็เลยเรียกว่าไอ้บอด แต่เรียกไปเรียกมาเพี้ยนเป็นบอท อีกทั้งเจ้าตัวชอบให้น้ำเรียกว่าบอท เพราะเขาบอกว่ามันมาจาก โรบอท ในภาษาอังกฤษ ดังนั้นไอ้บอดจึงเป็นแค่อดีตไป
บอทลุกจากที่นอนพับเก็บผ้าห่มขี้งาสีตุ่นๆได้มาตอนทางราชการมาแจกตอนหน้าหนาวสามปีที่แล้ว พับง่ายๆวางทับไว้บนหมอนแล้วลงจากเรือนคว้าจักรยานปั่นออกไปท้ายหมู่บ้านไปยังกระท่อมเก็บฟางข้าวที่สร้างขึ้นด้วยไม้ระแนงตีเป็นคอกยกพื้นสูงไม่มากมุงด้วยหญ้าคาสาน อีน้อย ที่แม่นิ่มเรียกคือวัวพันธุ์พื้นบ้านที่กำลังท้องแก่ เขาของมันกุดๆสีก็ดำๆด่างๆจะขาวก็ไม่ขาวจะด่างก็ไม่ด่างเพราะรอยเปื้อนของมูลในคอกที่เปรอะตามก้นของมัน บอทผิวปากปั่นจักรยานไปตามทางลูกรังอย่างอารมณ์ดี ส่วนน้ำไปล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ไปช่วยแม่บุญช่วยให้น้ำวัวในคอกเหมือนกัน
"แกะหน่อไม้ให้พ่อหน่อยสิน้ำ แกะแค่พอให้แม่เขาต้มไปกินที่โรงเรียนตอนกลางวันพอนะ"
พ่อถาวรบอกก่อนจะถีบรถเครื่องออกไปที่โรงเรียน น้ำเดินไปหยิบถุงกระสอบปุ๋ยยุ่ยๆมาจากใต้แคร่หน้าบ้านแล้วมานั่งลงบนแคร่ถือเอามีดอีโต้ออกมาแกะเปลือกหน่อไม้ป่าออกอย่างทะมัดทะแมง
"พ่อได้หน่อไม้มาเยอะนี่แม่ กลับกี่โมงล่ะเมื่อคืน"
น้ำร้องถามแม่บุญช่วยที่กำลังง่วนอยู่กับการต้มแกงอยู่ข้างๆบ้าน บ้านของน้ำเป็นบ้านไม้สองชั้นเหมือนบ้านของบอทแต่บ้านของน้ำชั้นใต้ถุนก่ออิฐล้อมรอบไว้เจาะช่องเป็นหน้าต่าง ส่วนครัวก็ทำเพิงสังกะสียื่นออกไปจากตัวบ้านมีหม้อไหวางอยู่อย่างระเกะระกะบนชั้นไม้ชั่วคราว
"สามทุ่มได้มั้ง เห็นบอกไปถึงทาม ได้เห็ดมาด้วยนะเดี่ยวแม่แกงให้กิน"
"จะทันเหรอแม่เดี๋ยวก็ไปโรงเรียนแล้ว ไอ้หินมันยังไม่ตื่นอีกเหรอ"
ทามในที่นี้คือแหล่งน้ำธรรมชาติที่เวลาน้ำขึ้นหน้าฝนจะไหลเข้าไปรวมเอ่อนองกันอยู่ มีป่าไผ่ไม้เบญจพรรณหลายชนิดขึ้นอยู่เต็ม ซึ่งทามเป็นที่วางไข่ของปลาและเป็นที่หาหน่อไม้ป่าอย่างดี
"ปลุกมันหน่อยซิ จะนอนกินบ้านกินเมืองหรือไง เมื่อคืนก็นอนตั้งแต่สองทุ่ม ไอ้ลูกคนนี้นี่"
แม่บุญช่วยเริ่มบ่น น้ำเองก็หัวเราะออกมาก่อนจะตะโกนร้องเรียกน้องชาย ชลเนตรคือชื่อของน้ำ ไม่รู้ว่าแม่บุญช่วยหรือพ่อถาวรตั้งใจตั้งชื่อให้ เพราะมันแปลว่าน้ำที่ออกจากตา หรือน้ำตานั่นเอง แม้จะไม่ใช่คนเจ้าน้ำตาแต่ชื่อมันก็ฟ้องเหลือเกินว่าต้องเป็นคนขี้ใจน้อย หรือชอบร้องไห้ แต่แม่บุญช่วยบอกว่า พระท่านตั้งให้กำชับว่าอย่าเปลี่ยนเพราะน้ำเป็นคนธาตุไฟใจร้อน ต้องแก้เคล็ดด้วยการตั้งชื่อที่มีความหมายตรงข้ามกับธาตุเจ้าตัว ส่วนน้องชายวัยเก้าขวบของน้ำมีชื่อว่าหิน หรือ อัคนี แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในตอนเช้าดูเหมือนแต่ละครัวเรือนจะมัววุ่นวายอยู่กับการทำมาหากิน หุงหาอาหารทำครัวเสียงสับนั่นตำนี่กระแทกสากกับครกดังแว่วออกมาจากทุกชายคา เสียงร้องเรียกสมาชิกในครอบครัวก็อื้ออึง พ่อของน้ำต้องออกไปกวาดใบไม้ที่โรงเรียนก่อนตั้งแต่ตื่น พอเสร็จก็รีบกลัมาทานข้าวเช้ากับที่บ้านแล้วค่อยอาบน้ำไปโรงเรียนอีกครั้ง ส่วนน้ำพอช่วยแม่บุญช่วยเสร็จก็รีบกินข้าวอาบน้ำไปโรงเรียน ส่วนบอทเองหลังจากไปเอาฟางมาให้อีน้อยเสร็จแล้วก็ช่วยแม่นิ่มทำงานบ้าน งานของบอทดูจะเยอะกว่าน้ำเพราะบอทเองไม่มีคนช่วย ทำตั้งแต่กวาดบ้านถูบ้าน ตักน้ำให้อีน้อย ตักน้ำใส่ตุ่มให้เต็ม แต่เมื่อคืนฝนตกบอทจึงไม่ต้องตักน้ำสบายไปหนึ่งวัน พอเสร็จก็กินข้าวเช้า บางวันก็ไปกินกับน้ำที่บ้าน แล้วค่อยมาอาบน้ำไปโรงเรียน
"ท่องให้ฟังอีกรอบหน่อยสิน้ำ เราจำไม่ได้อ่ะ"
บอทพูดขึ้นตอนเดินไปโรงเรียนด้วยกัน โรงเรียนมัธยมประจำตำบลที่มีนักเรียนรวมกันตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย ไม่ถึง ๕๐๐ คนอยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านของน้ำไม่ถึงกิโลเมตร เดินไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันไม่เคยมีวันไหนที่จะเดินไปโรงเรียนคนเดียว แม้ตอนกลับก็กลับด้วยกันทุกวัน ตั้งแต่เรียนชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงปัจจุบัน มียกเว้นก็แต่เมื่อใครคนใดคนหนึ่งไม่สบายเท่านั้น ชีวิตที่ผูกที่พันธ์กันมากไม่เคยแยกจากกันทั้งสองเป็นเพื่อนรักที่ดีต่อกันเสมอมา แม้จะมีเงาเลือนลางของบางอย่างคืบคลานเข้ามาในใจของน้ำ แต่เงานั้นคงไม่ทำลายมิตรภาพระหว่างเพื่อนลงได้
"อะไรบอทจะสอบอยู่แล้วยังจำไม่ได้เหรอ เดี๋ยวก็ไม่ได้คะแนนหรอก"
"ก็เมื่อคืนง่วงนี่ นะนะน้ำท่องให้เราฟังอีกนะ"
บอทเข้าไปเขย่าแขนน้ำออดอ้อนอยู่ น้ำเองก็พยักหน้ายอมแต่โดยดี ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะใจแข็งได้กับเพื่อนคนนี้เลย
"ทาลามัส อยู่เหนือไฮโปทาลามัส ทำหน้าที่เป็นสถานีถ่ายทอดกระแสประสาทเพื่อส่งไปจุดต่างๆในสมอง รับรู้และตอบสนองความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้มีการสั่งการแสดงออกพฤติกรรมด้านความเจ็บปวด"
น้ำก็ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองขึ้นอีกครั้ง การเรียนการสอนวิชาชีววิทยาในสมัยนั้นยังนิยมให้เด็กนักเรียนท่องจำกันให้ได้ก่อน พอท่องจำได้แล้วถึงจะยอมให้เข้าห้องแล็ปส่องกล้องจุลทัศน์ แต่การท่องจำนี้ไม่ว่าเด็กสมัยไหนก็คงไม่มีใครชอบ ท่องกันทั้งชั้น บางคนเป็นหนักถึงกับเขียนเป็นโพยเล็กๆติดตัว เดินก็ท่อง เข้าห้องน้ำก็ท่อง จะกินจะทำกิจกรรมใดๆก็ท่อง ส่วนน้ำเป็นคนหัวจำค่อนข้างดี ท่องสองสามรอบก็จำได้แล้ว ต่างจากบอทที่หัวจำช้า แต่ถ้าจำได้แล้วจะจำนาน
แถวของนักเรียนที่เรียงรายกันอยู่ตามชั้นรอเคารพธงชาตินั้นแลดูไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าใดนัก เพราะเด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นบางคนก็ยุกยิกคุยกับเพื่อนอยู่ แม้ว่าอาจารย์ฝ่ายปกครองที่หน้าตาดุดัน ขึ้นชื่อเรื่องความโหดจะยืนคอยถลึงตาใส่อยู่ก็ไม่ได้เกรง ลมพัดในตอนเช้าเย็นสบายแต่แดดหลังฝนในตอนเช้าที่เริ่มโผล่พ้นหลังคาอาคารเรียน ๑ เริ่มที่จะแผดรังสีความร้อนอย่างเต็มที่ ชั้นไหนที่แถวอยู่ในเงาของต้นยางนาต้นสูงใหญ่หน้าอาคารเรียนนั้นก็นับว่าเป็นโชคดีไป ส่วนแถวของชั้นไหนที่เงาของต้นยางนานี้ไปไม่ถึงก็ยืนก้มหน้าก้มตาหลบแดดกันเป็นแถว พอผู้อำนวยการกล่าวโอวาทเสร็จใช้เวลานานพอสมควร เพราะผู้อำนวยการท่านนี้เหมือนชอบไมโครโฟนเป็นการส่วนตัว เห็นที่ไหนไม่ได้ต้องปรี่เข้าไปเอ่ยอะไรสักหน่อย แต่โอวาทนั้นเด็กนักเรียนหามีผู้ใดได้ใส่ใจฟังไม่
"ห่า พูดอะไรก้ไม่รู้ รำคาญว่ะ"
น้ำบ่นขึ้นหลังจากเลิกแถวปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก
"นั่นดิ รำคาญจะตายห่า แม่งพูดอยู่ได้เป็นนานสองนาน"
บอทเองก็เสริมหน้าตาดูจริงจังทั้งสองคน น้ำเดินนำไปยังก๊อกน้ำหลังอาคาร ๑ เปิดน้ำล้างหน้า บอทเองก็ทำตาม
"ไอ้น้ำ มึงท่องชีวะมาป่าววะ จดให้กูหน่อยดิ กูยังไม่ได้ท่องเลย"
เสียงห้าวๆของเด็กนักเรียนหญิงชั้นเรียนเดียวกันกับบอทและน้ำดังขึ้น ผมที่ซอยสั้นจนเห็นติ่งหูทั้งสองข้างหน้าตาก็มันแผล่บมาไม่ต่างจากเพื่อน ลักษณะท่าทางเหมือนเป็นชายมากกว่าหญิงเสียอีก
"อะไรมึงไอ้เล็ก เขาให้เวลาตั้งนานทำไมมึงไม่ยอมท่อง จดเอาในหนังสือโน่นจะสอบอยู่แล้ว"
"ไอ้น้ำมึงอย่างกไปหน่อยเลย กูขี้เกียจไปจับใจความ จดๆมาเหอะน่า มึงล่ะไอ้บอท ท่องมายัง"
หันไปหาแนวร่วมบอทเองทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
"จะเหลือรึ กูไม่ใช่มึงนะอีเล็ก"
"โห ปากหมาแต่เช้านะมึง วอนโดนพ่อเตะซะแล้ว"
"พ่อเหรอมึง กูนึกว่าแม่ ไงแม่เล็ก"
"ไอ้เชี่ย บอท"
ทั้งสองวิ่งไล่เตะกับรอบถังซีเมนต์ขนาดใหญ่หลังอาคาร ที่สร้างขึ้นเพื่อเอาไว้เก็บน้ำฝน มีอยู่สามลูกสร้างเป็นถังกลมๆสูงเกือบถึงหลังคาอาคาร ๑ ที่มีอยู่สองชั้น ถัดไปจากถังน้ำคือต้นมะม่วงอกร่องที่ใบเขียวเข้ม เหมือนว่าใบมันไม่เคยร่วงไปจากต้นเลยเพราะตอนเข้าเรียนมามันเขียวยังไง ตอนนี้มันก็เขียวอย่างนั้น ใต้ต้นมะม่วงมีม้าหินอ่อนทรงกลมวางอยู่ตัวหนึ่ง เป็นที่สิงสถิตย์ของน้ำกับเพื่อนๆ ส่วนรุ่นพี่หรือรุ่นน้องก็จะมีที่ประจำของตนไม่ข้องแวะกัน น้ำส่ายหน้าแล้วเดินตรงไปยังม้าหินอ่อนนั่งลงหยิบเอาสมุดออกมาจดโพยให้ เพื่อนสาวที่ทำตัวห้าวอีกคน
"มึงเตะกูดิอีเล็กเดี๋ยวกูบอกน้ำไม่ให้จดให้มึงนะ"
สองคนนั้นยังไล่ตามเตะก้นกันอยู่ วิ่งมาวนรอบม้าหินอ่อนแล้ว ส่วนเพื่อนคนอื่นๆก็เดินขึ้นห้องไปแล้ว
"เกี่ยวอะไรกับเตะมึงวะไอ้บอท ไอน้ำมันก็เพื่อนกู"
"อ้าว มึงไม่รู้เหรอ มันเป็นเมียกู"
เหมือนได้ยินไม่ชัด เหมือนเป็นแค่เสียงกระซิบแผ่วเบาลอยตามลมมาแต่ทำไมหน้ามันชาหูมันร้อน น้ำเม้มปากแน่นหันขวับกลับไปหาเจ้าของต้นเสียงทันที
"ส้นตีนกูนี่ ไอ้น้ำมันเป็นของกูโว้ย น้ำมึงไปตกลงปลงใจกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ไม่เห็นบอกกู"
เล็กเองก็บ้าจี้ไปตามบอท น้ำหน้าแดงพยายามสูดลมหายใจเข้าท้องให้นานที่สุด เหมือนเลือดมันไม่วิ่งไปที่สมอง คิดอะไรไม่ออก
"ได้กันนานแล้วมึง เรื่องบนเตียงต้องให้กูเล่าด้วยเหรอวะ"
น้ำเองพยายามไหลไปตามกระแสน้ำแม้ในใจเองจะหวั่นไหว เหมือนเอาหัวใจไปอบกรอบแล้วบีบให้เป็นผงแล้วหว่านให้มันปลิวลอยไปกับสายลม เบาหวิวโหวงคว้างอยู่ แต่ปากก็พูดออกไปอย่างนั้น ไม่อยากให้ใครจับได้ ไม่อยากให้ใครสงสัย กลัวใจตัวเองมันจะแสดงอาการออกมามากเกินไป
"ไอ้ห่า มึงนอกใจกูนี่"
"อย่าพูดมากไอ้เล็ก จะเอาไหมโพย"
"เออๆ เอาสิคร้าบ คุณน้ำ น่ารักจริงๆ ไอ้ควายบอทมึงน่ะอย่าหักโหมกับน้ำมันมากนักนะ เดี๋ยวมันโทรม"
"ไอ้เล็ก"
น้ำขึ้นเสียงมือจะแย่งเอาโพยกระดาษที่เพิ่งจะยื่นให้คืนมา แต่เล็กก็เร็วกว่าเพราะวิ่งขึ้นอาคารเรียนไปแล้ว
"ฮ่าๆ กวนตีนที่สุดอีเล็ก"
"บอท ทำไมชอบพูดแบบนี้วะ เดี๋ยวคนก็หาว่าน้ำเป็นอีแอบหรอก"
พูดออกมาเสียงขาดๆหายๆก้มหน้างุดลงมองปลายเท้าตัวเอง
"ฮ่าๆ กลัวไรน้ำ เราเป็นเพื่อนรักกันใครมันก็รู้ ไม่มีใครว่าน้ำแบบนั้นหรอกน่า คิดมาก ไปๆขึ้นเรียนเถอะ"
บอทวิ่งขึ้นไปบนอาคารเรียน ๒ แล้ว อาคารหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จไม่กี่ปี รู้สึกว่าตอนนั้นน้ำกับบอทจะเรียนอยู่ชั้นมัธยมสองเอง ของทุกอย่างยังดูใหม่อยู่ยกเว้นโต๊ะกับเก้าอี้เรียนในห้อง ที่สภาพเหมือนใช้มาร่วมสิบปี อาคารสองมีอยู่สามชั้นรวมใต้ถุนด้วย เวลานับตึกไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนับรวมชั้นแรกทั้งที่มันโล่งใช้พื้นที่ใต้ตึกเป็นหอประชุมเพราะโรงยิมและหอประชุมเหมือนโครงการยังไม่มาในตอนนั้น น้ำเองนั่งนิ่งอยู่มองตามแผ่นหลังของเพื่อนรักที่กำลังตัวปลิววิ่งขึ้นตึกไป
มันอาจจะง่ายกับการที่แค่พูดเล่นกันเพื่อความสนุกปาก หรือแค่คะนองปากไปวันๆ ถ้าหากว่าอีกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้คิดอะไร แต่นี่มันยากเพราะอีกฝ่ายที่คิดก็ไม่รู้ว่าคิดอะไร และเงาดำในใจมันคืออะไรกันแน่
"ว่าไงแม่อีชมพู่ เมื่อคืนบอกว่าอย่ากวนๆเห็นมะเวลามาเรียนแล้วจำอะไรไม่ได้เลย"
พอก้าวขาเข้าห้องไปเสียงเพื่อนรักตัวแสบก็ดังขึ้น บอทพูดออกมาแล้วหัวเราะเสียงดังไม่ใช่มีเสียงเดียวเสียงเพื่อนทั้งห้องอีก น้ำใจเต้นแรงขึ้นมาพยายามเก็บอาการไว้
"อ้าว พ่ออีชมพู่ ทำไมกินในที่ลับไขในที่แจ้งวะ แหมเวลานอนนะสะกิดเอาๆ พอไม่ทำก็บอกนอนไม่หลับ"
น้ำเองก็ไปตามเกมเพื่อนๆหัวเราะกันครืนชอบใจ แต่น้ำเองแสดงอาการออกมาไม่ได้ ให้ใครรู้ไม่ได้ว่ามันไม่เหมือนเดิม แม้แต่ตัวของเขาเอง
"เอากะมัน ไหนมึงบอกรักกูคนเดียวไงไอ้น้ำ นอกใจเฮียเล็กนี่หว่า"
"ถุย อีเล็ก มึงจะเอาอะไรไปแหย่มันวะ เอ๊ะหรือว่าไอ้น้ำจะแหย่อีเล็ก ตกลงใครจะเป็นผัวใครจะเป็นเมียวะ ฮ่าๆๆ กูงง"
"ไอ้ไก่ ส้นตีนเอ้ย"
เล็กวิ่งถลกกระโปรงขึ้นกระโดดข้ามเก้าอี้ไปหมายจะเตะเพื่อนผู้ชายที่รายนั้นเองก็วิ่งหนีอุตลุต ประเด็นถูกเหวี่ยงไปทางฝั่งโน้นแล้ว แต่น้ำเองสีหน้าเริ่มเครียด ไม่เคยเป็นเรื่องนี้แต่ก่อนไม่เคยมาติดอยู่ในใจ มันเป็นเรื่องสนุกที่โดนล้อมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะความสนิทกัน "สองคนนี้มันเป็นผัวเมียกัน" คำๆนี้มันยังใช้ได้มาถึงทุกวันนี้ ไม่เคยรู้สึกอะไร ไม่ได้ใส่ใจ แต่วันนี้มันไม่ใช่อย่างเดิม หัวใจดวงเดียวดวงเก่าดวงนั้นมันกำลังหวั่นไหวไปเพราะคำพูดคำเดิม ท่าทางเดิมๆของเพื่อนที่อยู่รอบกาย แล้วอะไรล่ะที่เปลี่ยนไปในตัวของเรา
"โกรธเหรอน้ำ"
พอไปนั่งที่โต๊ะวางกระเป๋าเป้ลงที่ท้ายเก้าอี้เอาสมุดหนังสือวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นมาวางสายตาก็เหลือบไปมองคนที่นั่งริมหน้าต่าง ตาเขียวขุ่นแสดงความไม่พอใจออกมา บอทเองก็หวั่นในใจเพราะปกติก็เล่นกันแบบนี้เป็นประจำ
"เปล่า"
หันหน้ากลับมาเป็นหนังสือเรียนขึ้น พอดีกับอาจารย์แววเดินเข้ามาในห้องหัวหน้าห้องบอกให้ทำความเคารพ บอทจึงหยุดถามแล้วเปิดหนังสือเรียนหันหน้าเข้ากระดานดำ
"ขอโทษนะน้ำ เราไม่ได้ตั้งใจทำให้น้ำโกรธ"
บอทยื่นสมุดที่เขียนคำขอโทษลายมือขยุกขยุย น้ำเหลือบตาไปมองพอเห็นหัวใจก็ปลิวลอยหายไป ทำไมมันถึงหวั่นไหวได้มากขนาดนี้นะ ทำไมหัวใจมันถึงอ่อนยวบไปได้มากขนาดนี้ เม้มปากแน่น
"ไม่เป็นไร เราไม่ได้โกรธบอท ไม่เคยโกรธ"
ยื่นสมุดกลับคืนไปแต่สายตายังจ้องมองอยู่ที่กระดานดำที่อาจารย์แววกำลังสอนเรื่องเซ็ทอยู่
"ถ้าไม่โกรธทำไมหน้างอ ยิ้มให้เราหน่อยสิ"
บอทเองก็ยื่นสมุดกลับมา
"เรียนอยู่ ยิ้มไม่ได้"
"งั้นคืนนี้เราทำโทษน้ำนะถ้าไม่ยิ้ม"
เขียนตอบโต้กันไปมา พออาจารย์แววหันหน้าออกจากกระดานก็ทำเป็นจดในสมุดจด ที่นั่งของน้ำและบอทนั่งอยู่ท้ายห้องริมหน้าต่าง นักเรียนชั้นมัธยมสี่ของโรงเรียนมีแค่๒๒คน ทั้งที่ตอนเรียนมัธยมต้นมีถึงสามห้อง ห้องละ๓๐กว่า พอจบชั้นมัธยมสามต่างก็แยกย้ายไปเรียนโรงเรียนประจำอำเภอบ้าง เรียนสายอาชีพบ้าง ห้องนี้เป็นผู้หญิงเสีย๑๐คน ที่เหลือเป็นผู้ชายแปดอีกคนตุ้งติ้งหน่อยชื่อ เอ๋ ส่วนอีกคนก็ห้าวเกินชาย เล็กนั่นเอง ตอนเข้ามาเรียนใหม่ๆนักเรียนส่วนใหญ่คือศิษย์เก่าชั้นมัธยมต้นของที่นี่ แต่มีสามสี่คนที่มาจากโรงเรียนประจำหมู่บ้านในตำบล แม้จำนวนคนจะน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะสนิทสนมกัน ต่างก็ยังเหมือนมีอะไรมากั้นไม่ยอมเข้าหากัน ต่างคนต่างเรียน ที่สนิทกันอยู่แล้วก็ไม่ยอมเปิดใจ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็ไม่ได้สนใจเข้าหาเพื่อนที่อยู่มาก่อน พอบอทเขียนตอบกลับมา น้ำเองก็ยิ้มออกมาจนได้ ทำไมมันถึงรู้สึกดีอย่างประหลาดอย่างนี้นะ รู้สึกเหมือนหัวใจมันดีดดิ้นอยู่ภายใน เลือดในกายมันก็สูบฉีดรุนแรงขึ้น ดีใจ
"เลิกเรียนแล้ว รีบกลับเถอะน้ำต้องไปกู้เบ็ดอีก"
บอทยัดหนังสือสวดมนต์ใส่ในกระเป๋าหลังจากที่รวมตัวกันคาบเรียนสุดท้ายที่ใต้ถุนอาคารใหม่เพื่อสวดมนต์ ทำทุกวันจันทร์กับวันศุกร์ สวดมนต์เสร็จก็นั่งฟังผู้อำนวยการบ้าไมโครโฟนพล่ามอีกนานสองนานแล้วค่อยปล่อยให้กลับบ้าน น้ำเองพยักหน้า
"ไอ้น้ำ มึงอยากกินเม็ดบัวไหมเดี๋ยวพรุ่งนี้กูเอามาฝาก"
เสียงของเล็กดังขึ้นเจ้าตัวเดินปรี่เข้ามาหาน้ำที่โต๊ะสะพายย่ามพับขอบกระโปรงขึ้นจนปลายกระโปรงร่นขึ้นดูไม่มีระเบียบ
"มึงจะไปหนองเหรอวันนี้"
"เออไปเอาดอกบัว"
"เอาดิ ไม่ได้กินนานแล้ว"
"แล้วกูล่ะอีเล็ก"
"เสือก มึงกินก้านบัวไปดิ ไอ้น้ำกินเม็ดมันส่วนมึงก็กินก้านมัน"
"โห อีนี่ มึงไม่รู้เหรอ ไอ้น้ำมันกินอะไรกูก็ได้กินเหมือนมันนั่นล่ะ ฮ่าๆๆ"
บอทเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดีไม่ได้สนใจเสียงด่ากราดตามหลังของเล็กเลย น้ำหัวเราะแล้วเดินตามออกไปทั้งคู่เดินออกจากโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ บางคนปั่นจักรยานมาเรียน บางคนก็ขับรถเครื่องมา คนที่ขับรถเครื่องสมัยนั้นถือว่าทางบ้านดูมีฐานะหน่อย พอเลิกเรียนก็ขับโฉบไปตามหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้จีบสาวบ้าง อ่อยหนุ่มบ้างตามประสาเด็กวัยรุ่น
สุริยะแสงระบายสีแดงแสดทั่วท้องฟ้าทางด้านทิศประจิม ท้องฟ้าครามด้านทิศอุดรก็ใสสว่างมีหมู่เมฆาเป็นก้อนๆลอยอยู่สูงแลดูบางเบา วันนี้ไม่มีเค้าของฝน อากาศเย็นสบายลมพัดลู่ยอดข้าวที่ตั้งท้องไปในทิศทางเดียวกัน ร่างของเด็กชายสองคนที่เปลี่ยนแค่เสื้อนักเรียนเป็นเสื้อยืดกำลังเดินก้มๆเงยๆตามคันนาแดดอ่อนทอแสงกระทบร่างจนเห็นเงาที่พาดไปในนายาวโย่งกว่าปกติ เสียงคุยกันหยอกล้อกันดังแว่วมากับสายลม คนหนึ่งเป็นคนกู้เบ็ดคืนจากนาอีกคนเป็นคนถือข้องเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง สายตาที่เฝ้ามองแผ่นหลังกว้างของเพื่อนรักนั้นมันฉายประกายออกมา ประกายของดวงตาที่ทั้งหวงแหน ห่วงหา เอื้ออาทรต่อกัน
ลู่ลมกลิ่นเจ้าพี่ ในใจนี้ก็ไหวเอน
"โกรธเหรอน้ำ"
พอไปนั่งที่โต๊ะวางกระเป๋าเป้ลงที่ท้ายเก้าอี้เอาสมุดหนังสือวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นมาวางสายตาก็เหลือบไปมองคนที่นั่งริมหน้าต่าง ตาเขียวขุ่นแสดงความไม่พอใจออกมา บอทเองก็หวั่นในใจเพราะปกติก็เล่นกันแบบนี้เป็นประจำ
"เปล่า"
หันหน้ากลับมาเป็นหนังสือเรียนขึ้น พอดีกับอาจารย์แววเดินเข้ามาในห้องหัวหน้าห้องบอกให้ทำความเคารพ บอทจึงหยุดถามแล้วเปิดหนังสือเรียนหันหน้าเข้ากระดานดำ
"ขอโทษนะน้ำ เราไม่ได้ตั้งใจทำให้น้ำโกรธ"
บอทยื่นสมุดที่เขียนคำขอโทษลายมือขยุกขยุย น้ำเหลือบตาไปมองพอเห็นหัวใจก็ปลิวลอยหายไป ทำไมมันถึงหวั่นไหวได้มากขนาดนี้นะ ทำไมหัวใจมันถึงอ่อนยวบไปได้มากขนาดนี้ เม้มปากแน่น
"ไม่เป็นไร เราไม่ได้โกรธบอท ไม่เคยโกรธ"
ยื่นสมุดกลับคืนไปแต่สายตายังจ้องมองอยู่ที่กระดานดำที่อาจารย์แววกำลังสอนเรื่องเซ็ทอยู่
"ถ้าไม่โกรธทำไมหน้างอ ยิ้มให้เราหน่อยสิ"
บอทเองก็ยื่นสมุดกลับมา
"เรียนอยู่ ยิ้มไม่ได้"
"งั้นคืนนี้เราทำโทษน้ำนะถ้าไม่ยิ้ม"
เขียนตอบโต้กันไปมา พออาจารย์แววหันหน้าออกจากกระดานก็ทำเป็นจดในสมุดจด ที่นั่งของน้ำและบอทนั่งอยู่ท้ายห้องริมหน้าต่าง นักเรียนชั้นมัธยมสี่ของโรงเรียนมีแค่๒๒คน ทั้งที่ตอนเรียนมัธยมต้นมีถึงสามห้อง ห้องละ๓๐กว่า พอจบชั้นมัธยมสามต่างก็แยกย้ายไปเรียนโรงเรียนประจำอำเภอบ้าง เรียนสายอาชีพบ้าง ห้องนี้เป็นผู้หญิงเสีย๑๐คน ที่เหลือเป็นผู้ชายแปดอีกคนตุ้งติ้งหน่อยชื่อ เอ๋ ส่วนอีกคนก็ห้าวเกินชาย เล็กนั่นเอง ตอนเข้ามาเรียนใหม่ๆนักเรียนส่วนใหญ่คือศิษย์เก่าชั้นมัธยมต้นของที่นี่ แต่มีสามสี่คนที่มาจากโรงเรียนประจำหมู่บ้านในตำบล แม้จำนวนคนจะน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะสนิทสนมกัน ต่างก็ยังเหมือนมีอะไรมากั้นไม่ยอมเข้าหากัน ต่างคนต่างเรียน ที่สนิทกันอยู่แล้วก็ไม่ยอมเปิดใจ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็ไม่ได้สนใจเข้าหาเพื่อนที่อยู่มาก่อน พอบอทเขียนตอบกลับมา น้ำเองก็ยิ้มออกมาจนได้ ทำไมมันถึงรู้สึกดีอย่างประหลาดอย่างนี้นะ รู้สึกเหมือนหัวใจมันดีดดิ้นอยู่ภายใน เลือดในกายมันก็สูบฉีดรุนแรงขึ้น ดีใจ
"เลิกเรียนแล้ว รีบกลับเถอะน้ำต้องไปกู้เบ็ดอีก"
บอทยัดหนังสือสวดมนต์ใส่ในกระเป๋าหลังจากที่รวมตัวกันคาบเรียนสุดท้ายที่ใต้ถุนอาคารใหม่เพื่อสวดมนต์ ทำทุกวันจันทร์กับวันศุกร์ สวดมนต์เสร็จก็นั่งฟังผู้อำนวยการบ้าไมโครโฟนพล่ามอีกนานสองนานแล้วค่อยปล่อยให้กลับบ้าน น้ำเองพยักหน้า
"ไอ้น้ำ มึงอยากกินเม็ดบัวไหมเดี๋ยวพรุ่งนี้กูเอามาฝาก"
เสียงของเล็กดังขึ้นเจ้าตัวเดินปรี่เข้ามาหาน้ำที่โต๊ะสะพายย่ามพับขอบกระโปรงขึ้นจนปลายกระโปรงร่นขึ้นดูไม่มีระเบียบ
"มึงจะไปหนองเหรอวันนี้"
"เออไปเอาดอกบัว"
"เอาดิ ไม่ได้กินนานแล้ว"
"แล้วกูล่ะอีเล็ก"
"เสือก มึงกินก้านบัวไปดิ ไอ้น้ำกินเม็ดมันส่วนมึงก็กินก้านมัน"
"โห อีนี่ มึงไม่รู้เหรอ ไอ้น้ำมันกินอะไรกูก็ได้กินเหมือนมันนั่นล่ะ ฮ่าๆๆ"
บอทเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดีไม่ได้สนใจเสียงด่ากราดตามหลังของเล็กเลย น้ำหัวเราะแล้วเดินตามออกไปทั้งคู่เดินออกจากโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ บางคนปั่นจักรยานมาเรียน บางคนก็ขับรถเครื่องมา คนที่ขับรถเครื่องสมัยนั้นถือว่าทางบ้านดูมีฐานะหน่อย พอเลิกเรียนก็ขับโฉบไปตามหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้จีบสาวบ้าง อ่อยหนุ่มบ้างตามประสาเด็กวัยรุ่น
สุริยะแสงระบายสีแดงแสดทั่วท้องฟ้าทางด้านทิศประจิม ท้องฟ้าครามด้านทิศอุดรก็ใสสว่างมีหมู่เมฆาเป็นก้อนๆลอยอยู่สูงแลดูบางเบา วันนี้ไม่มีเค้าของฝน อากาศเย็นสบายลมพัดลู่ยอดข้าวที่ตั้งท้องไปในทิศทางเดียวกัน ร่างของเด็กชายสองคนที่เปลี่ยนแค่เสื้อนักเรียนเป็นเสื้อยืดกำลังเดินก้มๆเงยๆตามคันนาแดดอ่อนทอแสงกระทบร่างจนเห็นเงาที่พาดไปในนายาวโย่งกว่าปกติ เสียงคุยกันหยอกล้อกันดังแว่วมากับสายลม คนหนึ่งเป็นคนกู้เบ็ดคืนจากนาอีกคนเป็นคนถือข้องเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง สายตาที่เฝ้ามองแผ่นหลังกว้างของเพื่อนรักนั้นมันฉายประกายออกมา ประกายของดวงตาที่ทั้งหวงแหน ห่วงหา เอื้ออาทรต่อกัน
ลู่ลมกลิ่นเจ้าพี่ ในใจนี้ก็ไหวเอน
แดดรอนวักน้ำเล่น น้ำใสเย็นชื่นอุรา
ฟ้าครามงามสดใส ลอยมาไกลหมู่เมฆา
แสงงามฉาบเวหา ทั่วนภาฟ้าสีทอง
เสียงนกแลหมู่กา ทั่วเวหาเรียกกันร้อง
น้ำไหลกระเซ็นฟอง ยิ่งเหลียวมองยิ่งสุขใจ
๒๐ กันยายน ๒๕๔๑
มึงจะรู้ไหมว่ากูรู้สึกแปลกๆนะที่มึงล้อกูกับอีเล็ก ความรู้สึกที่มันแปลกประหลาดไป ทั้งที่กูไม่เคยเป็น อย่าถามว่ามันคืออะไรเพราะกูเองก็ตอบตัวเองไม่ได้ กูคงกลัว กลัวว่าพอเราโตขึ้นต่างคนต่างก็มีหนทางต้องไป กูเข้าใจดี แต่ทำไมไม่รู้สิ กูยังยึดมั่นว่ามึงคือเพื่อนคนเดียวที่กูรักมาก กูยอมทำทุกอย่างเพื่อมึง เอาเป็นว่ากูยอมตายแทนมึงได้ แต่กูไม่ชอบเลยที่มึงเอาเรื่องนี้ไปล้อกูเล่น กูรู้ว่ามึงไม่ได้ตั้งใจ แต่กู ไม่รู้สิ ตอนนี้กูเหมือนกำลังสับสน เป็นนักเรียน ม ปลายนี่มันวุ่นวายขนาดนี้เลยหรือวะ อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ในวันที่กูกับมึงอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่มีความรู้สึกประหลาดๆแบบนี้ ไม่อยากคิดเลยว่าในวันที่เราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ วันข้างหน้ามันจะเป็นยังไง แต่อะไรก็ช่างมึงก็ยังจะเป็นเพื่อนรักของกูเสมอไป วันนี้มึงมานอนบ้านกู มึงคงลืมไปล่ะสิว่าจะทำโทษกู ฮ่าๆ ทำโทษอะไรวะ มึงรู้ไหมว่ากูรอลงอาญาอยู่ ไอ้บ้า มึงหลับไปนานแล้ว ส่วนกูก็นั่งทำการบ้านให้มึงอยู่นี่ไง
วิสัชนา กลิ่นของคนที่รักสิตราตรึงอยู่ในใจตราบชั่วฟ้าดินสลาย
วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553
สนิมน้ำค้าง (Stained Glass) บทที่ ๑
ปุจฉา อันแสงใดหนอระยับบนแผ่นน้ำนั้นได้สวยสะท้อนแสงแวววับระยับงามเท่าแสงสุริยันมีบ้างไหม
แสงตะวันยามบ่ายคล้อยส่องกระทบน้ำในห้วยขุดที่เห็นเป็นเวิ้งกว้าง แสงแดดลามเลียผิวน้ำกระเพื่อมดังแพรประดับด้วยเกร็ดอัญมณีระยิบระยับอยู่ กลิ่นของโคลนตมโชยมากับสายลมเอื่อยๆ ทุ่งนาสีเขียวสดตัดกับท้องฟ้าสีครามสดใส เมฆกลุ่มใหญ่กำลังเคลื่อนตัวมาทางทิศบูรพา ก่อเค้าให้ความหวังกับชาวไร่ชาวนา ปลายฝนต้นหนาวอากาศช่างเย็นสบายลมกำลังเปลี่ยนทิศ แลไปบนฝั่งห้วยเห็นเด็กผู้ชายสองคนกำลังถอดเสื้อออกจากร่าง ชายหนึ่งผิวสีน้ำผึ้งหม่น เวลาโดนแสงสุริยาส่องประกายดังลูบไล้ด้วยทองทา ชายหนึ่งผิวกายขาวเหลืองรับแสงตะวันงามเช่นกัน น้ำ ชลเนตรคือเจ้าของร่างขาวเหลืองกำยำ บอท อภิพงศ์คือเจ้าของกายสีน้ำผึ้งหม่นหนากว่าน้ำ ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทมีรั้วบ้านติดกัน เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่วัยเยาว์ไปไหนมาไหนตัวติดกัน จนอายุย่างเข้าสิบหกปี ทั้งสองยังคงเป็นเพื่อนรักกันอยู่ รักกันมากไม่เคยเปลี่ยนแปร แต่สำหรับน้ำเองบางอย่างในใจมันกำลังเปลี่ยนไป ทุกคราที่อยู่ใกล้ๆเพื่อนรัก หัวใจมันหวั่นไหวประหลาด ทุกคราที่อยู่ไกลเพื่อนรักหัวใจมันก็ทุรนทุราย นี่รักเพื่อนมากขนาดนี้เชียวหรือ เขาตั้งคำถามขึ้นในใจ
"นายไม่ต้องลงหรอกน้ำ เดี๋ยวเราลงเอง"
เสียงร้องดังขึ้นทำลายภวังค์วาบหวามในใจ บอทพูดจบแล้ววักน้ำในห้วยออกให้เป็นทางก่อนจะหย่อนขาลงไป เสียงเขากระโดดลงน้ำดัง ตูม ม่านน้ำสีหม่นๆกระจายออกเป็นสาย เป้าหมายคือบัวแดงที่ลอยคอชูชันอยู่กลางห้วย หลังเลิกเรียนกินกรรมที่ทำร่วมกันคือกลางทุ่งนา หรือไม่ก็ป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน บอทเองเป็นคนสรรหากิจกรรมต่างๆมาชวนเพื่อนรักออกจากบ้านไป น้ำเองก็ไม่เคยปฏิเสธ
"เอาไปเผื่อป้าสายไหมน้ำ"
"อืมก็ดี เร็วหน่อยดิบอท ฝนจะตกแล้ว"
"เออน่า ว่ายไปเอาตรงโน้นก่อน"
ทิศประจิมฟ้ายังเปิดให้แสงสุดท้ายของวันสาดส่องเป็นสีทองระยับอยู่ แต่ก้อนเมฆาทางทิศบูรพาเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกที เงามืดทะมึนเสียงร้องคำรามแสงแปลบปลาบทำให้ผู้คนที่อยู่ในที่แจ้งต่างหวาดกลัวหาที่หลบกำบังกันก่อนที่ฝนห่าใหญ่จะเทลงมา แสงสีส้มทองสาดกระทบเงามืดทะมึนนั้นงามอย่างประหลาด สีดำม่วงสะท้อนแสงสีส้มทองได้อย่างวิจิตรดังจิตรกรบรรจงรังสรรค์วาดไว้ก็ไม่ปาน
"เร็วบอท ฝนตกแล้ว"
เสียงคนที่อยู่บนฝั่งเร่ง มือก็หอบเอาสายบัวและรีบคว้าเอาเสื้อของเพื่อนรักมากอดไว้ในอก
"ไปกระท่อมตรงโน้นก่อนน้ำ นายไปก่อน"
"ไม่เอา บอทขึ้นมาเร็วๆ"
ตะเบ็งเสียงแข่งกับสายฝนที่เทลงมา ม่านน้ำที่ไหวเป็นคลื่นระยับเมื่อครู่ตอนนี้กลับกลายเป็นนิ่งสงบมีแต่หยดน้ำที่สะท้อนขึ้นมารวมถึงไอน้ำที่ความเย็นจากสายฝนปะทะกับความร้อนอุ่นของน้ำในห้วย ควันพวยพุ่งขึ้น บอทรีบแหวกว่ายขึ้นฝั่งก่อนจะวิ่งไปจูงจักรยานวิ่งนำหน้าไปที่กระท่อมตรงเนินดินปลายห้วย
"นายไม่ต้องลงหรอกน้ำ เดี๋ยวเราลงเอง"
เสียงร้องดังขึ้นทำลายภวังค์วาบหวามในใจ บอทพูดจบแล้ววักน้ำในห้วยออกให้เป็นทางก่อนจะหย่อนขาลงไป เสียงเขากระโดดลงน้ำดัง ตูม ม่านน้ำสีหม่นๆกระจายออกเป็นสาย เป้าหมายคือบัวแดงที่ลอยคอชูชันอยู่กลางห้วย หลังเลิกเรียนกินกรรมที่ทำร่วมกันคือกลางทุ่งนา หรือไม่ก็ป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน บอทเองเป็นคนสรรหากิจกรรมต่างๆมาชวนเพื่อนรักออกจากบ้านไป น้ำเองก็ไม่เคยปฏิเสธ
"เอาไปเผื่อป้าสายไหมน้ำ"
"อืมก็ดี เร็วหน่อยดิบอท ฝนจะตกแล้ว"
"เออน่า ว่ายไปเอาตรงโน้นก่อน"
ทิศประจิมฟ้ายังเปิดให้แสงสุดท้ายของวันสาดส่องเป็นสีทองระยับอยู่ แต่ก้อนเมฆาทางทิศบูรพาเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกที เงามืดทะมึนเสียงร้องคำรามแสงแปลบปลาบทำให้ผู้คนที่อยู่ในที่แจ้งต่างหวาดกลัวหาที่หลบกำบังกันก่อนที่ฝนห่าใหญ่จะเทลงมา แสงสีส้มทองสาดกระทบเงามืดทะมึนนั้นงามอย่างประหลาด สีดำม่วงสะท้อนแสงสีส้มทองได้อย่างวิจิตรดังจิตรกรบรรจงรังสรรค์วาดไว้ก็ไม่ปาน
"เร็วบอท ฝนตกแล้ว"
เสียงคนที่อยู่บนฝั่งเร่ง มือก็หอบเอาสายบัวและรีบคว้าเอาเสื้อของเพื่อนรักมากอดไว้ในอก
"ไปกระท่อมตรงโน้นก่อนน้ำ นายไปก่อน"
"ไม่เอา บอทขึ้นมาเร็วๆ"
ตะเบ็งเสียงแข่งกับสายฝนที่เทลงมา ม่านน้ำที่ไหวเป็นคลื่นระยับเมื่อครู่ตอนนี้กลับกลายเป็นนิ่งสงบมีแต่หยดน้ำที่สะท้อนขึ้นมารวมถึงไอน้ำที่ความเย็นจากสายฝนปะทะกับความร้อนอุ่นของน้ำในห้วย ควันพวยพุ่งขึ้น บอทรีบแหวกว่ายขึ้นฝั่งก่อนจะวิ่งไปจูงจักรยานวิ่งนำหน้าไปที่กระท่อมตรงเนินดินปลายห้วย
ใจที่เป็นนายกายที่เป็นบ่าว ตอนนี้ใจมันสั่นไหวเต้นระรัวดังกลองเพล แค่เพียงลมหายใจอุ่นๆของเขารดออกมา ใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ กลิ่นลมหายใจนั้นมันแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของความรู้สึก ใจลอยไปไกลแสนไกลแล้วรู้ไหม
"เฮ้ย ออกห่างๆหน่อยสิบอท อึดอัดว่ะ"
น้ำพยายามไล่ความในใจออกไป เพื่อนรักรั้วบ้านติดกันผู้นี้กำลังทำให้หัวใจของเขาไหวหวั่นไปได้มากทีเดียว
"ไรวะ ก็ที่มันมีอยู่แค่นี้ จะให้ถอยไปไหน"
บอทเองก็ขมวดคิ้ว สายฝนที่โปรยปรายลงมา เสียงรามสูรที่กำลังไล่นางเมขลาแย่งแก้วมณีกันอยู่นั้นยังคำรามกึกก้อง แสงที่เหมือนแฟลชของกล้องถ่ายรูปขนาดใหญ่ก็ส่องแสงวูบวาบแปลบปลาบไปทั่ว บริเวณ เสียงพิโรธของท้องฟ้าดังเปรี๊ยะๆมีแสงสีส้มแดงแปลบลงมาก่อน เสียงเปรี๊ยะตามมาสักพักก็ เปรี้ยงดังสั่นหวั่นไหว น้ำเองเริ่มเอามือขึ้นอุดหูของตัวเองย่นคอลงต่ำ
"หึหึ กลัวเหรอน้ำ"
เสียงหัวเราะออกจากคอของเพื่อนรัก
"กลัวดิ"
"มาเรากอดนายจะไม่ต้องกลัว"
พูดไม่ได้คิดอะไรแต่คนฟังหัวใจกระเจิดกระเจิงไปไกลแสนไกล ใบหน้าฉาบด้วยเลือดฝาดระเรื่อขึ้นทันที
"บ้าเหรอ"
"อ้าว ก็เห็นกลัวเขาบอกฟ้าชอบฝ่าตรงคูห้วยนะน้ำ"
เบียดกายเข้าหาเพื่อนรักทันที สีหน้าแววตาดูเชื่อย่างสนิทใจ
"ฮ่าๆๆ ไหนบอกไม่กลัว มาเรากอด"
บอทดึงตัวน้ำไปกอดไว้แล้ว ร่างที่ไร้อาภรณ์ปกคลุมในท่อนบน ไออุ่นจากร่างกายแผ่กระจายมาถึงส่วนที่กำลังเต้นเรียกร้องความสนใจอยู่กลางอก เลือดสูบฉีดรุนแรงใบหน้าเริ่มเปลี่ยนสีจากระเรื่อเป็นแดงจัด
"ตัวร้อนเชียวน้ำ โดนฝนไม่สบายเหรอ"
เสียงทุ้มดังอยู่เหนือหัว
"ปะ เปล่านี่ น้ำอึดอัด"
"อ้าวก็ไม่บอก ไม่กอดก็ได้"
ปล่อยมือออกทันที บอททำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่น้ำเองกลับหวิวขึ้นในใจเสียดายอ้อมกอดนั้น ได้แต่เม้มปากแน่นรำพึงอยู่ในใจ เสียงของห่าฝนที่สาดกระหน่ำลงมาขาวโพลนไปทั่วบริเวณมองไม่เห็นสิ่งใด ไอฝนเย็นยะเยือกจับใจ เสียงฟ้าร้องคำรามก็ดังกระหึ่มอยู่เหนือหัว แสงแปลบปลาบมาพร้อมกับเสียงที่บาดเข้าไปในแก้วหู ทุกครั้งที่แสงวาบเสียงเปรี้ยงก็ตามมา น้ำเองเบียดกายเข้าติดกับบอทแล้วไม่รู้ตัว
"หึ กลัวก็ทำเป็นเก่ง กลัวไรวะเรายังไม่กลัว"
บอทยิ้มขึ้นที่มุมปาก
"ก็กลัวอ่ะ"
เสียงเริ่มสั่น บอทเองหัวเราะออกมา
"มาๆ จะอึดอัดอะไรล่ะ กอดไม่ให้กลัว"
แม้จะค้านร่างเอาไว้แต่ก็ไม่สู้แรงดึงของเพื่อนรักที่ดึงร่างเข้าไปกอดไว้ในอกแล้ว เสียงหัวใจเต้นระรัวดังกลองมโหรี พยายามควบคุมตัวเองยิ่งพยายามยิ่งห้ามใจมันก็ยิ่งค้านสั่นไหว
"ทำไมสั่นจังวะน้ำ ทำเหมือนไม่เคยกอดกันงั้นล่ะ"
บอทเอ่ยขึ้นเพราะทั้งสองกินนอนไปไหนมาไหนด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทำอะไรต่อมิอะไรไม่มีปิดบัง แต่มาพักนี้บางอย่างเปลี่ยนไป สิ่งที่อยู่ลึกๆในใจของคนที่อยู่ในอ้อมกอดมันแปรเปลี่ยนไป มันคืออะไร น้ำเองพยายามบอกกับตัวเองว่ามันไม่มีอะไร มันไม่มีอะไรทั้งนั้น ยิ่งฟ้าคำรามดังกระหน่ำขึ้น ร่างของน้ำก็เบียดเข้าหาบอทมากขึ้นกว่าเดิม
"น้ำนี่ก็น่ากอดดีนะ คืนนี้ไปนอนกะเรานะน้ำ"
เหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังสั่นไหวบอทเองก็แหย่น้ำปรายตาขึ้นมอง หยาดน้ำฝนยังเกาะอยู่ตามโครงหน้าเข้มนั้นจับพราวอยู่ รอยยิ้มที่ฉายออกมากวนๆ ทำไมใจมันถึงสั่นจังล่ะ
"อือ"
"หนาวเหรอสั่นๆ กอดแน่นๆดิ"
เม้มปากแน่นน้ำกอดร่างของเพื่อนแน่น ถ้ามันคืออะไรในใจตอนนี้ไม่รับรู้แล้ว ขอกอดอยู่อย่างนี้ได้ไหม ภายใต้ใจที่สั่นไหวนี้มันคือความสุขแสงประหลาดแวมวับอยู่ไกลๆ ขอกอดหน่อยนะเพื่อน
สายน้ำที่ไหลตามทางดินไหลลงที่นาน้ำใสไหลหลั่งไปทางเดียวกัน สายฝนยังเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ข้าวในนากำลังตั้งท้องลำกลมแล้ว เสียงหยดน้ำฝนดังจ๋อมๆอยู่ทั่วบริเวณ แสงอาทิตย์อัสดงไปนานแล้ว ราตรีคืบคลานเข้ามาทวงสิทธิ์ของตัวเอง ฟ้ามืดขมุกขมัวไล่พื้นที่มาแล้ว
"กลับเถอะน้ำ เดี่ยวมืดก่อนไม่เห็นทาง"
เสียงทุ้มปลุกน้ำให้ตื่น ไม่ถึงกับหลับแต่เคลิบเคลิ้มไปใจมันลอยไปไกลแสนไกล ในที่ที่มีแต่เขากับความสุขที่ได้จากอ้อมกอดนี้ ยอมถอดถอนร่างออกอ้อมกอดนั้น
"อืม กลับดิ แม่ถามหาแล้วป่านนี้"
ตอบอ้อมแอ้มไปแล้วเดินตามบอทออกมาจากจากกระท่อมหลังเล็กบนคูห้วย ลมที่พัดเพราะแรงของฝนทำให้พื้นดินโคลนลื่น
"โอ๊ะ"
"ระวังน้ำ"
ร่างของคนที่เดินตามหลังมาไถลลื่นโคลนเซไปด้านหน้าบอทคว้ากอดเอวไว้ แต่แรงผลักมันเป็นไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก น้ำคร่อมร่างบอทเอาไว้ล้มลงทั้งสองคน เหมือนสวรรค์แกล้งปากที่อ้าร้องอยู่ประกบเข้าพอดีกับปากของคนที่หงายหน้าขึ้นหาท้องฟ้า ร่างกายเริ่มเย็นยะเยือก ไอร้อนจากตัวเริ่มหายไป มือเหี่ยวปากเริ่มเขียวสั่น แต่ปากนั้นยังอุ่นร้อนอยู่ สัมผัสของส่วนที่เปราะบางที่สุดประกบกันอยู่อย่างนั้น
"เอ้ย น้ำขอโทษ"
ดึงร่างตัวเองขึ้นเอามือยันพื้น
"แหะๆ ปากนายร้อนดีนะน้ำ"
หัวเราะออกมา นัยน์ตาที่พราวเสน่ห์มันช่างชวนมองยิ่งนัก น้ำเองก้มหน้าลงอายไอร้อนจากปากจับตรึงอยู่ซ่านไปถึงใจ เม้มปากแน่นไม่อยากให้รสนี้จางหายไป นี่เราเป็นอะไรไปทำไมหวั่นไหวไปได้มากถึงเพียงนี้ สายฝนเอยยิ่งสาดยิ่งเทลงมามากเท่าใด ร่างกายเท่านั้นที่หนาวเหน็บ แต่ในใจทำไมมันร้อนดังไฟสุมอยู่ ยิ่งได้ซ้อนจักรยานกลิ่นอายของคนที่อยู่ด้านหน้ามันช่างบีบรัดหัวใจยิ่งนัก แผ่นหลังกว้างอันนี้ ทำไมเราถึงไหวไปได้ขนาดนี้ เคยเห็นทุกอย่างในเรือนร่างนี้ เคยสัมผัสมาหมดแล้ว แต่นี่อะไร ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน
"เอาแกงสายบัวไปให้ป้านิ่มหน่อยสิน้ำ ฝนนี่ก็ตกไม่หยุดสักที"
แกงสายบัวใส่ปลาช่อนหอมฉุย มารดาของน้ำเป็นพยาบาลที่อนามัยประจำหมูบ้าน ส่วนบิดาเป็นภารโรงในโรงเรียนประถม น้ำมีน้องชายอีกคนอายุเพิ่งจะเก้าขวบ ส่วนบอทมีแต่แม่ ป้านิ่มเป็นชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง มีลูกชายเพียงคนเดียว สามีแกจากไปนานแล้ว นานจนเลือนไปจากความทรงจำของลูกชาย เพราะเขาเสียไปก่อนที่บอทจะลืมตาดูโลกเสียอีก
"เอาร่มไปด้วยสิน้ำ"
"แม่คืนนี้น้ำนอนค้างที่บ้านบอทนะ"
"อ้าว มีการบ้านเหรอ"
เป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะสองชายคาติดกัน มีอะไรก็เรียกหากัน เลี้ยงดูลูกชายมาด้วยกัน กินนมจากเต้าทั้งบอทและน้ำ แม่บุญช่วยไม่อยู่ก็กินนมจากเต้าแม่นิ่ม แม่นิ่มไม่อยู่ก็กินนมจากเต้าแม่บุญช่วย
"ไปล่ะแม่ พ่อยังไม่กลับอีกเหรอ"
"ยัง แม่รอกินข้าวอยู่เนี่ย ไปหาหน่อไม้ถึงไหนแล้วก้ไม่รู้ฝนก็ตก ถ้าน้ำจะไปกินข้าวบ้านป้านิ่มเอากล่องข้าวเราไปด้วยสิลูก ตักแกงเพิ่มไปอีก"
แม่บุญช่วยจัดแจงกล่องข้าวเหนียวให้น้ำและตักแกงใช่ชามใบโตกว่าเดิมแล้วเอาใบเก่าคืนมาเทใส่หม้อไว้เหมือนเดิม น้ำกางร่มสีมอๆเดินข้ามรั้วไม้ไผ่ที่ไม่เหลือร่องลอยของคำว่ารั้วไว้เลยเพราะมันผุพังไปแล้วตามกาลเวลา
"ป้านิ่ม บอทล่ะ"
พอชะโงกหน้าเข้าไปใต้ถุนบ้านก็ร้องทักออกไป
"อ้าวน้ำ มันอาบน้ำ อยู่ตุ่มหลังบ้านโน่น มากินข้าวกับป้าเหรอวันนี้"
"ครับ ว่าจะมากินข้าวด้วย ค้างด้วย"
"รอไอ้บอทก่อนลูก"
ยิ้มออกมาตาพราวเพราะคิดอะไรขึ้นมาได้ น้ำเดินลอดใต้ถุนบ้านไปหลังบ้าน เสียงผิวปากตักน้ำราดตัวอย่างอารมณ์ดี บอทใส่ผ้าขาวม้ากำลังฟอกสบู่อยู่ เอาอีกแล้ว ใจเต้นแรงอีกแล้ว แค่เห็นเนื้อหนังของคนที่ยืนอาบน้ำอยู่ต่อหน้ามันแนบชิดเป็นเนื้อเดียวกับผ้าขาวม้าที่พอโดนน้ำมันก็บางจนเห็นเนื้อ ทั้งที่เคยเห็นแล้ว ทั้งที่เคยอาบน้ำด้วยกันมาแล้ว ทำไมนะ
"อ้าวน้ำ มาเมื่อไหร่ ไม่ให้เสียงเลยนะ มาแอบดูเราเหรอ ฮ่าๆๆ"
แหย่แล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี น้ำเองหน้าเสียไป
"บ้าเหรอบอท ก็เห็นป้านิ่มบอกอาบน้ำอยู่นานแล้ว น้ำนึกว่าช่วยตัวเองเลยมาดู"
"บ้าดิ ถ้าน้ำจะช่วยน่ะพอได้ เอาไหมล่ะช่วยเราหน่อย"
บอทเองพูดออกมาไม่ได้คิดอะไร ไม่มีอะไรในใจนอกจากแหย่เพื่อนเล่นๆอย่างที่เคยทำ แต่น้ำเองกลับสะอึกพูดไม่ออก กลืนน้ำลายลงคอยังลำบาก
"บ้าเหรอบอท รีบอาบสิน้ำหิวข้าวแล้ว"
ไม่รู้ว่าสิ่งที่แสดงออกไปมันมีท่าทางยังไง แต่รู้ว่าบอททำหน้าแปลกๆ น้ำเดินหันหลังให้แล้วเดินกลับมานั่งที่แคร่ใต้ถุนบ้าน สักพักบอทก็เดินตามมามีผ้าขาวม้าผืนใหม่พันเอวอยู่
"ไปเปลี่ยนเสื้อแป๊บนะคร้าบ คุณน้ำ"
ทำหน้าตาล้อเลียนแล้ววิ่งขึ้นไปบนบ้าน
"ดูมันทำ แล้วได้ปลาเยอะไหมวันนี้น่ะน้ำ"
ป้านิ่มถามขึ้นแล้วเตรียมถาดรองกับข้าวมาวางต่อหน้า กลิ่นแกงสายบัวยังหอมฉุย มีน้ำพริกปลาหมอที่ป้านิ่มทำ ปลาหมอตากแดดแล้วเอาไปย่างตำรวมกับมะขามอ่อนใส่มะกอกบ้าน เหยาะปลาร้าหน่อยกลิ่นหอมของมะกอกบ้านลอยมาเตะจมูก
"แค่ไปวางเองป้านิ่ม ฝนดันตกซะก่อน เดี๋ยวกินข้าวเสร็จว่าจะพากันไปดู น่าจะเยอะ"
"อืมแต่อาบน้ำแล้วนี่ ฝนก็ยังไม่หยุดเลย ไม่ไปพรุ่งนี้ล่ะลูก เดี๋ยวไม่สบาย"
พอฝนตกลงมาอย่างหนักไฟฟ้าก็ดับทั้งหมู่บ้าน เป็นปกติของที่นี่ ตะเกียงเจ้าพายุที่ส่องแสงสีส้มแวมวับอยู่ให้แสงสว่างได้มากไม่ต่างกัน แสงนวลไม่จ้าหรือสว่างเกินไป มีกลิ่นของน้ำมันก๊าดลอยผสมปนออกมากับแสงนั้น ใต้ถุนบ้านมีเงาของคนสามคนกำลังล้อมวงกินข้าวเย็นกันอยู่ ข้าวเหนียวในกล่องอุ่นไม่ร้อนจนเกินไป กับข้าวที่ปรุงเสร็จใหม่กลิ่นยังลอยคละคลุ้งหอมยวนใจ พอกินข้าวเสร็จก็พากันปั่นจักรยานฝ่าสายฝนออกไปทุ่งนาอีกครั้งเพื่อดูเบ็ดที่ปักไว้ ความมืดที่ปกคลุมแผ่ม่านดำไปทุกหัวระแหงในเขตุที่สายตาจะมองเห็น ไฟในหม้อแบตเตอรี่ที่ชาร์จจนเต็มส่องแสงนำทางให้คนทั้งสอง แสงวูบวาบจากบนฟ้ายังคงส่องแสงแปลบปลาบอยู่พอให้เห็นภาพเบื้องหน้าได้แจ่มชัดทุกคราที่แสงนั้นฉายออกมา
"เบื่อฝนว่ะ มันจะตกอะไรหนักหนา ขี้เกียจอาบน้ำใหม่"
บอทบ่นออกมาระหว่างทาง สายตาก็จ้องมองฝ่าความมืดไป มีน้ำกอดเอวซ้อนท้ายอยู่
"ก็ไม่ต้องอาบดิ เช็ดตัวแล้วนอนเลย"
"บ้าเหรอน้ำ เดี๋ยวก็ไม่สบาย พรุ่งนี้มีสอบท่องชีวะฯ ขี้เกียจรำคาญกะครูต้า"
"งั้นก็ไม่ต้องบ่นดิ"
ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยบาดหมางใจกับบอทเลย มีอะไรช่วยกันตลอด ถ้าน้ำล้มบอทจะดึงมือขึ้น ถ้าบอทโดนใครต่อยมาน้ำจะไปจัดการให้ เพื่อน คำๆนี้มันฝังลงไปในใจแต่สำหรับน้ำ เพื่อน ที่ตอนนี้ทำให้หัวใจไหวหวั่นลอยละลิ่วไปไกลแสนไกล สะบัดหัวให้ความคิดเหล่านี้มันหลุดหายไปจากหัว แต่มันไม่ง่ายเลย ทำไมนะ ไม่อยากจะรู้สึกแบบนี้เลยให้ตายเถอะ
"ไปอาบน้ำด้วยกันเลยดิน้ำ จะได้ไปท่องหนังสือ เร็วหนาวแล้ว"
บอทชวนหลังจากกลับมาจากกู้เบ็ด ปลาที่ติดเบ็ดมาตัวใหญ่เขื่องๆทั้งนั้น ทั้งปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ มีงูติดมาบ้างแต่บอทจัดการปล่อยมันไปแล้วเห็นบอกว่าเป็นงูปลาไม่มีพิษ
"จะดีเหรอบอท เรา"
"อายไรวะ อาบด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ หรือนายมีอะไรเปลี่ยนไปเหรอ ไหนดูหน่อย"
"บ้าเหรอ เออ อาบก็อาบ กลางแจ้งเนี่ยนะ"
"มืดจะตายใครเขาเรียกกลางแจ้ง"
บอทค้านแล้วถลกเสื้ออกจากตัวเอาผึ่งไว้ที่เชือกใต้ถุนบ้าน น้ำเองก็ยืนชั่งใจอยู่ บอทถอดกางเกงออกแล้ว แม้จะมืดแต่ก็พอมองเห็นรูปร่างของเพื่อนได้ถนัดตา พลันใจเอยมันไหวสั่นระริกเหมือนข้าศึกบุกแล้วตีกลองชัยให้ออกรบระรัวระริกร้อนรนอยู่
"เร็วดิ มาถูหลังให้เราด้วย อาบมันน้ำฝนนี่ล่ะเย็นดี"
บอทเอาผ้าขาวม้ามาพันเอวไว้แล้วเดินลอดใต้ถุนบ้านไปยังตุ่มที่อยู่หลังบ้าน น้ำเองยืนลังเล แต่ก็ไม่นานเพราะไม่อยากให้เพื่อนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจ ถ้ามันจะผิดขอให้มันอยู่ในใจคนเดียวเถิด น้ำบอกก่อนจะถอดเสื้อผ้าแล้วฉวยผ้าขาวม้าตามบอทไป
"เฮ้ย น้ำแข็งเลยเหรอวะ นายคิดอะไรป่ะเนี่ย"
แม้จะพยายามควบคุมใจ แต่ร่างกายแรงค้านภายในมันไม่ยอมง่ายๆ น้ำเอามือกุมไว้ อายหน้าแดงแต่ด้วยความมืดมองไม่เห็นสีหน้า
"มันหนาวว่ะ เราชอบแข็งเวลาเย็นๆ"
"ฮ่าๆ แปลกคน ไหนดูหน่อย ไม่ได้เห็นนานแค่ไหนแล้ว"
บอทพูดออกมาไม่ได้คิดอะไรมาก แต่น้ำใจสั่นไหวกระเจิดกระเจิงไปไหนต่อไหนแล้ว
"บ้าดิบอท ใครจะมาเปิดให้ดู รีบอาบเถอะเราหนาว"
"เอ้ย ดูหน่อยดิ นะนะ อ่ะเดี๋ยวให้ดูของเรา ทำไมอายวะเห็นกันมาตั้งแต่ขนยังไม่ขึ้น"
บอทไม่พูดเปล่าดึงผ้าขาวม้าเปียกน้ำออกจากเอว น้ำเองขืนตาจะไม่มองแต่ก็ไม่หลบสายตาหนี แม้มันจะมืดสนิทแต่ร่างฉาบน้ำฝนส่องประกายวามวับ ก้อนเหนียวๆก้อนใหญ่จุกอยู่ที่คอ จากที่หนาวกลับเปลี่ยนเป็นร้อนผ่าวไปทั้งหน้า
"ไหนของนาย เอ้ยแข็งไม่ลงเลยเว้ย"
บอทดึงผ้าขาวม้าออกจากร่างน้ำทันที
"เออมันไม่ลง บอกแล้วมันหนาวเลยของขึ้น เร็วๆดิจะได้รีบไปท่องหนังสือ"
"เราว่าเราทำก่อนดีกว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว นายไปก่อนเถอะ"
ใจสั่นเต้นระรัวไปยิ่งกว่าเดิม เลือดในกายเหมือนเพิ่มพลังอัดฉีดแรงขึ้น เม้มปากแน่นรีบตักน้ำราดตัวแล้วเดินหนีไป เราเป็นอะไรไป ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน นี่เราเป็นอะไรไป เคยนอนกอดกัน เคยเห็นทุกซอกทุกมุมของร่างกายแต่ไม่เคยหวั่นไหวหรือรู้สึกอะไรแบบนี้มาก่อนเลย เราเป็นอะไรไป น้ำตั้งคำถามให้ตัวเองวกวนอยู่ในหัวกระสับกระส่ายจนบอทขึ้นมาบนเรือน
"เป็นไรวะน้ำ ดิ้นใหญ่เลย ไปเอาออกดิบอกแล้วจะได้สบายตัว"
"ไม่มีอะไรหนาวๆว่ะ รีบมาท่องเถอะ จะได้นอน"
พยายามเปลี่ยนเรื่องเบี่ยงประเด็นไป บอทเองก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วล้มลงนอนข้างๆ
"เอ้ย ทำไรวะ"
"อ้าวก็นายบอกหนาว ก็กอดไงจะได้หายหนาว"
เพื่อนเอยเรากำลังรวบรวมสติอยู่ แต่เพื่อนไม่รู้ยิ่งมากระพือลมให้ใจมันร้อนรนยิ่งกว่าเดิม
"แล้วจะอ่านหนังสือไงบอท มานอนกอดอยู่แบบนี้อ่ะ"
"อ้าว ก็นายอ่านให้เราฟังเหมือนเมื่อคืนไง เราจะจำเอา"
"สบายไปไหมอ่ะ"
"อ้าว ไม่รักเพื่อนคนนี้แล้วเหรอน้ำ"
กระตุกใจเม้มปากแน่น
"บอท น้ำรักบอท บอทเองก็รู้นะ"
เสียงเครียดขึ้น มีอะไรอยู่ในคำว่ารักมากกว่าที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งจะบอกแค่รักเพื่อน ความรักที่มันแปลกแตกแยกออกมา จากที่แต่ก่อนมันเฉยชา แต่ตอนนี้มันร้อนรนเหลือเกิน
"น้ำ เราขอโทษ เราก็รักน้ำนะ รักน้ำมาก"
ยิ่งบาดลึกลงไปในใจ ทำไมความรู้สึกเหล่านี้มันมีพลังมากมายขนาดนี้นะ ทั้งเจ็บทั้งสุขระคนกันไปจนแยกไม่ออกว่าอันไหนมาก่อนกัน หรือควรจะยึดติดกับอันไหนดี เนิ่นนานแสนนานเสียงท่องหนังสือของน้ำดังแว่วๆ บอทหลับไปแล้ว หลับทั้งที่ยังกอดเอวของน้ำอยู่ ขยับกายมองร่างของเพื่อนรัก ถอนหายใจออกมา แววตาที่มองบอทตอนนี้มันฉายแววระยับออกมา จะรู้ไหมนะบอท ว่าเพื่อนคนนี้ใจมันไม่เหมือนเดิมแล้วนะ น้ำตัดใจหยิบสมุดไดอารี่ของตัวเองขึ้นมาเขียน เริ่มเขียนตั้งแต่ตอนไหนนะไม่รู้หรอก แต่เขียนมาได้ครึ่งเล่มแล้ว และวันนี้เป็นวันแรกที่จะเขียนเหี่ยวกับเรื่องในใจที่มันคับแน่นอยู่
๑๙ กันยายน ๒๕๔๑
ไม่รู้จะเริ่มยังไงดีกับวันนี้ กูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกู ความรู้สึกเหล่านี้มันคืออะไรกันนะ ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยเป็น ไม่เคยรู้สึก แล้วนี่มันอะไรกัน วันนี้ทั้งวันเรียนไม่รู้เรื่อง สอนห่าอะไรก็ไม่รู้ หรือว่าหัวกูมันไม่รับเอง เซ็งว่ะ วันนี้ไปปักเบ็ดกับมึงมาเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ก็ไม่เหมือนทุกวัน กูไม่รู้ว่ะ กูไม่รู้จริงๆว่าตอนนี้กูกำลังคิดอะไรอยู่ มันลางๆอยู่ในใจ ตอนฝนตกกูไม่รู้สิ ใจกูมันแปลกๆไป ช่างเถอะ ง่วงแล้ว มึงหลับตายห่าไปก่อนกูแล้ว กูจะนอนเหมือนกัน ฝันดีไอ้เพื่อนรัก
ปล มึงเป็นจูบแรกของกูนะเพื่อน"หึหึ กลัวเหรอน้ำ"
เสียงหัวเราะออกจากคอของเพื่อนรัก
"กลัวดิ"
"มาเรากอดนายจะไม่ต้องกลัว"
พูดไม่ได้คิดอะไรแต่คนฟังหัวใจกระเจิดกระเจิงไปไกลแสนไกล ใบหน้าฉาบด้วยเลือดฝาดระเรื่อขึ้นทันที
"บ้าเหรอ"
"อ้าว ก็เห็นกลัวเขาบอกฟ้าชอบฝ่าตรงคูห้วยนะน้ำ"
เบียดกายเข้าหาเพื่อนรักทันที สีหน้าแววตาดูเชื่อย่างสนิทใจ
"ฮ่าๆๆ ไหนบอกไม่กลัว มาเรากอด"
บอทดึงตัวน้ำไปกอดไว้แล้ว ร่างที่ไร้อาภรณ์ปกคลุมในท่อนบน ไออุ่นจากร่างกายแผ่กระจายมาถึงส่วนที่กำลังเต้นเรียกร้องความสนใจอยู่กลางอก เลือดสูบฉีดรุนแรงใบหน้าเริ่มเปลี่ยนสีจากระเรื่อเป็นแดงจัด
"ตัวร้อนเชียวน้ำ โดนฝนไม่สบายเหรอ"
เสียงทุ้มดังอยู่เหนือหัว
"ปะ เปล่านี่ น้ำอึดอัด"
"อ้าวก็ไม่บอก ไม่กอดก็ได้"
ปล่อยมือออกทันที บอททำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่น้ำเองกลับหวิวขึ้นในใจเสียดายอ้อมกอดนั้น ได้แต่เม้มปากแน่นรำพึงอยู่ในใจ เสียงของห่าฝนที่สาดกระหน่ำลงมาขาวโพลนไปทั่วบริเวณมองไม่เห็นสิ่งใด ไอฝนเย็นยะเยือกจับใจ เสียงฟ้าร้องคำรามก็ดังกระหึ่มอยู่เหนือหัว แสงแปลบปลาบมาพร้อมกับเสียงที่บาดเข้าไปในแก้วหู ทุกครั้งที่แสงวาบเสียงเปรี้ยงก็ตามมา น้ำเองเบียดกายเข้าติดกับบอทแล้วไม่รู้ตัว
"หึ กลัวก็ทำเป็นเก่ง กลัวไรวะเรายังไม่กลัว"
บอทยิ้มขึ้นที่มุมปาก
"ก็กลัวอ่ะ"
เสียงเริ่มสั่น บอทเองหัวเราะออกมา
"มาๆ จะอึดอัดอะไรล่ะ กอดไม่ให้กลัว"
แม้จะค้านร่างเอาไว้แต่ก็ไม่สู้แรงดึงของเพื่อนรักที่ดึงร่างเข้าไปกอดไว้ในอกแล้ว เสียงหัวใจเต้นระรัวดังกลองมโหรี พยายามควบคุมตัวเองยิ่งพยายามยิ่งห้ามใจมันก็ยิ่งค้านสั่นไหว
"ทำไมสั่นจังวะน้ำ ทำเหมือนไม่เคยกอดกันงั้นล่ะ"
บอทเอ่ยขึ้นเพราะทั้งสองกินนอนไปไหนมาไหนด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทำอะไรต่อมิอะไรไม่มีปิดบัง แต่มาพักนี้บางอย่างเปลี่ยนไป สิ่งที่อยู่ลึกๆในใจของคนที่อยู่ในอ้อมกอดมันแปรเปลี่ยนไป มันคืออะไร น้ำเองพยายามบอกกับตัวเองว่ามันไม่มีอะไร มันไม่มีอะไรทั้งนั้น ยิ่งฟ้าคำรามดังกระหน่ำขึ้น ร่างของน้ำก็เบียดเข้าหาบอทมากขึ้นกว่าเดิม
"น้ำนี่ก็น่ากอดดีนะ คืนนี้ไปนอนกะเรานะน้ำ"
เหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังสั่นไหวบอทเองก็แหย่น้ำปรายตาขึ้นมอง หยาดน้ำฝนยังเกาะอยู่ตามโครงหน้าเข้มนั้นจับพราวอยู่ รอยยิ้มที่ฉายออกมากวนๆ ทำไมใจมันถึงสั่นจังล่ะ
"อือ"
"หนาวเหรอสั่นๆ กอดแน่นๆดิ"
เม้มปากแน่นน้ำกอดร่างของเพื่อนแน่น ถ้ามันคืออะไรในใจตอนนี้ไม่รับรู้แล้ว ขอกอดอยู่อย่างนี้ได้ไหม ภายใต้ใจที่สั่นไหวนี้มันคือความสุขแสงประหลาดแวมวับอยู่ไกลๆ ขอกอดหน่อยนะเพื่อน
สายน้ำที่ไหลตามทางดินไหลลงที่นาน้ำใสไหลหลั่งไปทางเดียวกัน สายฝนยังเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ข้าวในนากำลังตั้งท้องลำกลมแล้ว เสียงหยดน้ำฝนดังจ๋อมๆอยู่ทั่วบริเวณ แสงอาทิตย์อัสดงไปนานแล้ว ราตรีคืบคลานเข้ามาทวงสิทธิ์ของตัวเอง ฟ้ามืดขมุกขมัวไล่พื้นที่มาแล้ว
"กลับเถอะน้ำ เดี่ยวมืดก่อนไม่เห็นทาง"
เสียงทุ้มปลุกน้ำให้ตื่น ไม่ถึงกับหลับแต่เคลิบเคลิ้มไปใจมันลอยไปไกลแสนไกล ในที่ที่มีแต่เขากับความสุขที่ได้จากอ้อมกอดนี้ ยอมถอดถอนร่างออกอ้อมกอดนั้น
"อืม กลับดิ แม่ถามหาแล้วป่านนี้"
ตอบอ้อมแอ้มไปแล้วเดินตามบอทออกมาจากจากกระท่อมหลังเล็กบนคูห้วย ลมที่พัดเพราะแรงของฝนทำให้พื้นดินโคลนลื่น
"โอ๊ะ"
"ระวังน้ำ"
ร่างของคนที่เดินตามหลังมาไถลลื่นโคลนเซไปด้านหน้าบอทคว้ากอดเอวไว้ แต่แรงผลักมันเป็นไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก น้ำคร่อมร่างบอทเอาไว้ล้มลงทั้งสองคน เหมือนสวรรค์แกล้งปากที่อ้าร้องอยู่ประกบเข้าพอดีกับปากของคนที่หงายหน้าขึ้นหาท้องฟ้า ร่างกายเริ่มเย็นยะเยือก ไอร้อนจากตัวเริ่มหายไป มือเหี่ยวปากเริ่มเขียวสั่น แต่ปากนั้นยังอุ่นร้อนอยู่ สัมผัสของส่วนที่เปราะบางที่สุดประกบกันอยู่อย่างนั้น
"เอ้ย น้ำขอโทษ"
ดึงร่างตัวเองขึ้นเอามือยันพื้น
"แหะๆ ปากนายร้อนดีนะน้ำ"
หัวเราะออกมา นัยน์ตาที่พราวเสน่ห์มันช่างชวนมองยิ่งนัก น้ำเองก้มหน้าลงอายไอร้อนจากปากจับตรึงอยู่ซ่านไปถึงใจ เม้มปากแน่นไม่อยากให้รสนี้จางหายไป นี่เราเป็นอะไรไปทำไมหวั่นไหวไปได้มากถึงเพียงนี้ สายฝนเอยยิ่งสาดยิ่งเทลงมามากเท่าใด ร่างกายเท่านั้นที่หนาวเหน็บ แต่ในใจทำไมมันร้อนดังไฟสุมอยู่ ยิ่งได้ซ้อนจักรยานกลิ่นอายของคนที่อยู่ด้านหน้ามันช่างบีบรัดหัวใจยิ่งนัก แผ่นหลังกว้างอันนี้ ทำไมเราถึงไหวไปได้ขนาดนี้ เคยเห็นทุกอย่างในเรือนร่างนี้ เคยสัมผัสมาหมดแล้ว แต่นี่อะไร ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน
"เอาแกงสายบัวไปให้ป้านิ่มหน่อยสิน้ำ ฝนนี่ก็ตกไม่หยุดสักที"
แกงสายบัวใส่ปลาช่อนหอมฉุย มารดาของน้ำเป็นพยาบาลที่อนามัยประจำหมูบ้าน ส่วนบิดาเป็นภารโรงในโรงเรียนประถม น้ำมีน้องชายอีกคนอายุเพิ่งจะเก้าขวบ ส่วนบอทมีแต่แม่ ป้านิ่มเป็นชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง มีลูกชายเพียงคนเดียว สามีแกจากไปนานแล้ว นานจนเลือนไปจากความทรงจำของลูกชาย เพราะเขาเสียไปก่อนที่บอทจะลืมตาดูโลกเสียอีก
"เอาร่มไปด้วยสิน้ำ"
"แม่คืนนี้น้ำนอนค้างที่บ้านบอทนะ"
"อ้าว มีการบ้านเหรอ"
เป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะสองชายคาติดกัน มีอะไรก็เรียกหากัน เลี้ยงดูลูกชายมาด้วยกัน กินนมจากเต้าทั้งบอทและน้ำ แม่บุญช่วยไม่อยู่ก็กินนมจากเต้าแม่นิ่ม แม่นิ่มไม่อยู่ก็กินนมจากเต้าแม่บุญช่วย
"ไปล่ะแม่ พ่อยังไม่กลับอีกเหรอ"
"ยัง แม่รอกินข้าวอยู่เนี่ย ไปหาหน่อไม้ถึงไหนแล้วก้ไม่รู้ฝนก็ตก ถ้าน้ำจะไปกินข้าวบ้านป้านิ่มเอากล่องข้าวเราไปด้วยสิลูก ตักแกงเพิ่มไปอีก"
แม่บุญช่วยจัดแจงกล่องข้าวเหนียวให้น้ำและตักแกงใช่ชามใบโตกว่าเดิมแล้วเอาใบเก่าคืนมาเทใส่หม้อไว้เหมือนเดิม น้ำกางร่มสีมอๆเดินข้ามรั้วไม้ไผ่ที่ไม่เหลือร่องลอยของคำว่ารั้วไว้เลยเพราะมันผุพังไปแล้วตามกาลเวลา
"ป้านิ่ม บอทล่ะ"
พอชะโงกหน้าเข้าไปใต้ถุนบ้านก็ร้องทักออกไป
"อ้าวน้ำ มันอาบน้ำ อยู่ตุ่มหลังบ้านโน่น มากินข้าวกับป้าเหรอวันนี้"
"ครับ ว่าจะมากินข้าวด้วย ค้างด้วย"
"รอไอ้บอทก่อนลูก"
ยิ้มออกมาตาพราวเพราะคิดอะไรขึ้นมาได้ น้ำเดินลอดใต้ถุนบ้านไปหลังบ้าน เสียงผิวปากตักน้ำราดตัวอย่างอารมณ์ดี บอทใส่ผ้าขาวม้ากำลังฟอกสบู่อยู่ เอาอีกแล้ว ใจเต้นแรงอีกแล้ว แค่เห็นเนื้อหนังของคนที่ยืนอาบน้ำอยู่ต่อหน้ามันแนบชิดเป็นเนื้อเดียวกับผ้าขาวม้าที่พอโดนน้ำมันก็บางจนเห็นเนื้อ ทั้งที่เคยเห็นแล้ว ทั้งที่เคยอาบน้ำด้วยกันมาแล้ว ทำไมนะ
"อ้าวน้ำ มาเมื่อไหร่ ไม่ให้เสียงเลยนะ มาแอบดูเราเหรอ ฮ่าๆๆ"
แหย่แล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี น้ำเองหน้าเสียไป
"บ้าเหรอบอท ก็เห็นป้านิ่มบอกอาบน้ำอยู่นานแล้ว น้ำนึกว่าช่วยตัวเองเลยมาดู"
"บ้าดิ ถ้าน้ำจะช่วยน่ะพอได้ เอาไหมล่ะช่วยเราหน่อย"
บอทเองพูดออกมาไม่ได้คิดอะไร ไม่มีอะไรในใจนอกจากแหย่เพื่อนเล่นๆอย่างที่เคยทำ แต่น้ำเองกลับสะอึกพูดไม่ออก กลืนน้ำลายลงคอยังลำบาก
"บ้าเหรอบอท รีบอาบสิน้ำหิวข้าวแล้ว"
ไม่รู้ว่าสิ่งที่แสดงออกไปมันมีท่าทางยังไง แต่รู้ว่าบอททำหน้าแปลกๆ น้ำเดินหันหลังให้แล้วเดินกลับมานั่งที่แคร่ใต้ถุนบ้าน สักพักบอทก็เดินตามมามีผ้าขาวม้าผืนใหม่พันเอวอยู่
"ไปเปลี่ยนเสื้อแป๊บนะคร้าบ คุณน้ำ"
ทำหน้าตาล้อเลียนแล้ววิ่งขึ้นไปบนบ้าน
"ดูมันทำ แล้วได้ปลาเยอะไหมวันนี้น่ะน้ำ"
ป้านิ่มถามขึ้นแล้วเตรียมถาดรองกับข้าวมาวางต่อหน้า กลิ่นแกงสายบัวยังหอมฉุย มีน้ำพริกปลาหมอที่ป้านิ่มทำ ปลาหมอตากแดดแล้วเอาไปย่างตำรวมกับมะขามอ่อนใส่มะกอกบ้าน เหยาะปลาร้าหน่อยกลิ่นหอมของมะกอกบ้านลอยมาเตะจมูก
"แค่ไปวางเองป้านิ่ม ฝนดันตกซะก่อน เดี๋ยวกินข้าวเสร็จว่าจะพากันไปดู น่าจะเยอะ"
"อืมแต่อาบน้ำแล้วนี่ ฝนก็ยังไม่หยุดเลย ไม่ไปพรุ่งนี้ล่ะลูก เดี๋ยวไม่สบาย"
พอฝนตกลงมาอย่างหนักไฟฟ้าก็ดับทั้งหมู่บ้าน เป็นปกติของที่นี่ ตะเกียงเจ้าพายุที่ส่องแสงสีส้มแวมวับอยู่ให้แสงสว่างได้มากไม่ต่างกัน แสงนวลไม่จ้าหรือสว่างเกินไป มีกลิ่นของน้ำมันก๊าดลอยผสมปนออกมากับแสงนั้น ใต้ถุนบ้านมีเงาของคนสามคนกำลังล้อมวงกินข้าวเย็นกันอยู่ ข้าวเหนียวในกล่องอุ่นไม่ร้อนจนเกินไป กับข้าวที่ปรุงเสร็จใหม่กลิ่นยังลอยคละคลุ้งหอมยวนใจ พอกินข้าวเสร็จก็พากันปั่นจักรยานฝ่าสายฝนออกไปทุ่งนาอีกครั้งเพื่อดูเบ็ดที่ปักไว้ ความมืดที่ปกคลุมแผ่ม่านดำไปทุกหัวระแหงในเขตุที่สายตาจะมองเห็น ไฟในหม้อแบตเตอรี่ที่ชาร์จจนเต็มส่องแสงนำทางให้คนทั้งสอง แสงวูบวาบจากบนฟ้ายังคงส่องแสงแปลบปลาบอยู่พอให้เห็นภาพเบื้องหน้าได้แจ่มชัดทุกคราที่แสงนั้นฉายออกมา
"เบื่อฝนว่ะ มันจะตกอะไรหนักหนา ขี้เกียจอาบน้ำใหม่"
บอทบ่นออกมาระหว่างทาง สายตาก็จ้องมองฝ่าความมืดไป มีน้ำกอดเอวซ้อนท้ายอยู่
"ก็ไม่ต้องอาบดิ เช็ดตัวแล้วนอนเลย"
"บ้าเหรอน้ำ เดี๋ยวก็ไม่สบาย พรุ่งนี้มีสอบท่องชีวะฯ ขี้เกียจรำคาญกะครูต้า"
"งั้นก็ไม่ต้องบ่นดิ"
ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยบาดหมางใจกับบอทเลย มีอะไรช่วยกันตลอด ถ้าน้ำล้มบอทจะดึงมือขึ้น ถ้าบอทโดนใครต่อยมาน้ำจะไปจัดการให้ เพื่อน คำๆนี้มันฝังลงไปในใจแต่สำหรับน้ำ เพื่อน ที่ตอนนี้ทำให้หัวใจไหวหวั่นลอยละลิ่วไปไกลแสนไกล สะบัดหัวให้ความคิดเหล่านี้มันหลุดหายไปจากหัว แต่มันไม่ง่ายเลย ทำไมนะ ไม่อยากจะรู้สึกแบบนี้เลยให้ตายเถอะ
"ไปอาบน้ำด้วยกันเลยดิน้ำ จะได้ไปท่องหนังสือ เร็วหนาวแล้ว"
บอทชวนหลังจากกลับมาจากกู้เบ็ด ปลาที่ติดเบ็ดมาตัวใหญ่เขื่องๆทั้งนั้น ทั้งปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ มีงูติดมาบ้างแต่บอทจัดการปล่อยมันไปแล้วเห็นบอกว่าเป็นงูปลาไม่มีพิษ
"จะดีเหรอบอท เรา"
"อายไรวะ อาบด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ หรือนายมีอะไรเปลี่ยนไปเหรอ ไหนดูหน่อย"
"บ้าเหรอ เออ อาบก็อาบ กลางแจ้งเนี่ยนะ"
"มืดจะตายใครเขาเรียกกลางแจ้ง"
บอทค้านแล้วถลกเสื้ออกจากตัวเอาผึ่งไว้ที่เชือกใต้ถุนบ้าน น้ำเองก็ยืนชั่งใจอยู่ บอทถอดกางเกงออกแล้ว แม้จะมืดแต่ก็พอมองเห็นรูปร่างของเพื่อนได้ถนัดตา พลันใจเอยมันไหวสั่นระริกเหมือนข้าศึกบุกแล้วตีกลองชัยให้ออกรบระรัวระริกร้อนรนอยู่
"เร็วดิ มาถูหลังให้เราด้วย อาบมันน้ำฝนนี่ล่ะเย็นดี"
บอทเอาผ้าขาวม้ามาพันเอวไว้แล้วเดินลอดใต้ถุนบ้านไปยังตุ่มที่อยู่หลังบ้าน น้ำเองยืนลังเล แต่ก็ไม่นานเพราะไม่อยากให้เพื่อนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจ ถ้ามันจะผิดขอให้มันอยู่ในใจคนเดียวเถิด น้ำบอกก่อนจะถอดเสื้อผ้าแล้วฉวยผ้าขาวม้าตามบอทไป
"เฮ้ย น้ำแข็งเลยเหรอวะ นายคิดอะไรป่ะเนี่ย"
แม้จะพยายามควบคุมใจ แต่ร่างกายแรงค้านภายในมันไม่ยอมง่ายๆ น้ำเอามือกุมไว้ อายหน้าแดงแต่ด้วยความมืดมองไม่เห็นสีหน้า
"มันหนาวว่ะ เราชอบแข็งเวลาเย็นๆ"
"ฮ่าๆ แปลกคน ไหนดูหน่อย ไม่ได้เห็นนานแค่ไหนแล้ว"
บอทพูดออกมาไม่ได้คิดอะไรมาก แต่น้ำใจสั่นไหวกระเจิดกระเจิงไปไหนต่อไหนแล้ว
"บ้าดิบอท ใครจะมาเปิดให้ดู รีบอาบเถอะเราหนาว"
"เอ้ย ดูหน่อยดิ นะนะ อ่ะเดี๋ยวให้ดูของเรา ทำไมอายวะเห็นกันมาตั้งแต่ขนยังไม่ขึ้น"
บอทไม่พูดเปล่าดึงผ้าขาวม้าเปียกน้ำออกจากเอว น้ำเองขืนตาจะไม่มองแต่ก็ไม่หลบสายตาหนี แม้มันจะมืดสนิทแต่ร่างฉาบน้ำฝนส่องประกายวามวับ ก้อนเหนียวๆก้อนใหญ่จุกอยู่ที่คอ จากที่หนาวกลับเปลี่ยนเป็นร้อนผ่าวไปทั้งหน้า
"ไหนของนาย เอ้ยแข็งไม่ลงเลยเว้ย"
บอทดึงผ้าขาวม้าออกจากร่างน้ำทันที
"เออมันไม่ลง บอกแล้วมันหนาวเลยของขึ้น เร็วๆดิจะได้รีบไปท่องหนังสือ"
"เราว่าเราทำก่อนดีกว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว นายไปก่อนเถอะ"
ใจสั่นเต้นระรัวไปยิ่งกว่าเดิม เลือดในกายเหมือนเพิ่มพลังอัดฉีดแรงขึ้น เม้มปากแน่นรีบตักน้ำราดตัวแล้วเดินหนีไป เราเป็นอะไรไป ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน นี่เราเป็นอะไรไป เคยนอนกอดกัน เคยเห็นทุกซอกทุกมุมของร่างกายแต่ไม่เคยหวั่นไหวหรือรู้สึกอะไรแบบนี้มาก่อนเลย เราเป็นอะไรไป น้ำตั้งคำถามให้ตัวเองวกวนอยู่ในหัวกระสับกระส่ายจนบอทขึ้นมาบนเรือน
"เป็นไรวะน้ำ ดิ้นใหญ่เลย ไปเอาออกดิบอกแล้วจะได้สบายตัว"
"ไม่มีอะไรหนาวๆว่ะ รีบมาท่องเถอะ จะได้นอน"
พยายามเปลี่ยนเรื่องเบี่ยงประเด็นไป บอทเองก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วล้มลงนอนข้างๆ
"เอ้ย ทำไรวะ"
"อ้าวก็นายบอกหนาว ก็กอดไงจะได้หายหนาว"
เพื่อนเอยเรากำลังรวบรวมสติอยู่ แต่เพื่อนไม่รู้ยิ่งมากระพือลมให้ใจมันร้อนรนยิ่งกว่าเดิม
"แล้วจะอ่านหนังสือไงบอท มานอนกอดอยู่แบบนี้อ่ะ"
"อ้าว ก็นายอ่านให้เราฟังเหมือนเมื่อคืนไง เราจะจำเอา"
"สบายไปไหมอ่ะ"
"อ้าว ไม่รักเพื่อนคนนี้แล้วเหรอน้ำ"
กระตุกใจเม้มปากแน่น
"บอท น้ำรักบอท บอทเองก็รู้นะ"
เสียงเครียดขึ้น มีอะไรอยู่ในคำว่ารักมากกว่าที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งจะบอกแค่รักเพื่อน ความรักที่มันแปลกแตกแยกออกมา จากที่แต่ก่อนมันเฉยชา แต่ตอนนี้มันร้อนรนเหลือเกิน
"น้ำ เราขอโทษ เราก็รักน้ำนะ รักน้ำมาก"
ยิ่งบาดลึกลงไปในใจ ทำไมความรู้สึกเหล่านี้มันมีพลังมากมายขนาดนี้นะ ทั้งเจ็บทั้งสุขระคนกันไปจนแยกไม่ออกว่าอันไหนมาก่อนกัน หรือควรจะยึดติดกับอันไหนดี เนิ่นนานแสนนานเสียงท่องหนังสือของน้ำดังแว่วๆ บอทหลับไปแล้ว หลับทั้งที่ยังกอดเอวของน้ำอยู่ ขยับกายมองร่างของเพื่อนรัก ถอนหายใจออกมา แววตาที่มองบอทตอนนี้มันฉายแววระยับออกมา จะรู้ไหมนะบอท ว่าเพื่อนคนนี้ใจมันไม่เหมือนเดิมแล้วนะ น้ำตัดใจหยิบสมุดไดอารี่ของตัวเองขึ้นมาเขียน เริ่มเขียนตั้งแต่ตอนไหนนะไม่รู้หรอก แต่เขียนมาได้ครึ่งเล่มแล้ว และวันนี้เป็นวันแรกที่จะเขียนเหี่ยวกับเรื่องในใจที่มันคับแน่นอยู่
๑๙ กันยายน ๒๕๔๑
ไม่รู้จะเริ่มยังไงดีกับวันนี้ กูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกู ความรู้สึกเหล่านี้มันคืออะไรกันนะ ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยเป็น ไม่เคยรู้สึก แล้วนี่มันอะไรกัน วันนี้ทั้งวันเรียนไม่รู้เรื่อง สอนห่าอะไรก็ไม่รู้ หรือว่าหัวกูมันไม่รับเอง เซ็งว่ะ วันนี้ไปปักเบ็ดกับมึงมาเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ก็ไม่เหมือนทุกวัน กูไม่รู้ว่ะ กูไม่รู้จริงๆว่าตอนนี้กูกำลังคิดอะไรอยู่ มันลางๆอยู่ในใจ ตอนฝนตกกูไม่รู้สิ ใจกูมันแปลกๆไป ช่างเถอะ ง่วงแล้ว มึงหลับตายห่าไปก่อนกูแล้ว กูจะนอนเหมือนกัน ฝันดีไอ้เพื่อนรัก
วิสัชนา แสงจันทร์นั่นไงที่กระทบแผ่นน้ำแล้วงามระยับเยือกเย็นไม่แพ้แสงสุริยา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
